งนี้อย่างไร?”
เหยียนหลิงจวินคารวะนางก่อน สีหน้ากลับสงบเยือกเย็นมาก และตอบอย่างไร้ความกังวลร้อนใจว่า “ตามหลักการแพทย์ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้า จะให้ใช้วิธีการเดิมตลอดคงไม่ได้หรอกจริงหรือไม่? พระวรกายฝ่าบาทถูกพิษชนิดร้ายแรง อันตรายดั่งชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ถ้าหากทำตามที่หมอคังว่า หรือเจ้าไม่เห็นแก่ความปลอดภัยของฝ่าบาทแล้วงั้นรึ?”
“เจ้าอย่ามาพูดจาบ่ายเบี่ยง!” หมอคังว่า “เรื่องอื่นยังไม่พูดถึง แต่เจ้ารักษาถูกได้ยังไงในเมื่อยังไม่ได้จับชีพจร? หากไม่ใช่เพราะรู้สรรพคุณและวิธีการใช้ยาพิษนี้มาก่อนแล้ว ไม่งั้นเจ้าจะกล้าใช้วิธีนี้ถอนพิษรึ?”
“ท่าทางสายตาของหมอคังจะไม่ค่อยดี หรือเจ้าไม่เห็นว่าเมื่อครู่ข้าไม่ได้เป็นคนถอนพิษให้ฝ่าบาท แต่ใช้ยาถอนพิษที่แย่งมาจากมือสังหารนั่นต่างหาก” เหยียนหลิงจวินตอบเสียงเรียบ แล้วเอ่ยต่ออย่างไม่อยากโต้เถียงกับเขาเลยสักนิดว่า “ข้าฝังเข็มสกัดจุดเส้นพระโลหิตบนพระหัตถ์ของฝ่าบาทก่อน ซึ่งปกติก็เป็นวิธีการทั่วไปที่ใช้กับอาการถูกพิษ หยุดการแพร่กระจายของพิษไว้ชั่วคราว หมอคังอาศัยจุดนี้เพียงจุดเดียวมาจับผิดข้า แบบนี้มันเหมือนกับ…”
เขาพูดไปส่ายหัวไปอย่างมีเลศนัย ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงถอนหายใจออกมาว่า “ใส่ความ!”
หน้าของหมอคังนั้นเปลี่ยนสีเล็กน้อย คารวะฮ่องเต้แล้วเอ่ยอย่างหวาดหวั่นว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ได้ใส่ความใครมั่วซั่วนะพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ว่าสาวใช้ของพร