ฉู่สวินหยางถอยหลังไปสองก้าวอย่างใจเย็น เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าฉู่เยว่เหยียนที่หายใจรวยริน ยิ้มให้น้อยๆ พลางเอ่ยเป็นเชิงหารือว่า “น้องห้า ในเมื่อเจ้าหายใจคล่องแล้ว ก็ขยับไปทางอื่นก่อนเถอะ ให้ข้านั่งบ้าง?”
ฉู่เยว่เหยียนกำลังถูกคำพูดอุกอาจที่นางตวาดใส่ชายารองเหลยทำเอาตกใจจนอ้าปากค้าง ตอนนี้มาเจอรอยยิ้มของนาง พลันรู้สึกจุกในอก เกือบจะสำลักอากาศหายใจ
“เจ้า…” ฉู่เยว่เหยียนอับอายจนกลายเป็นโกรธ เสียงแหบแห้งผ่านลำคอมาได้ครึ่งคำ จนใจที่คอนางเจ็บจนแสบร้อน จึงได้หยุดพูด แต่เพราะความอัดอั้นจึงกระโจนเข้าใส่ฉู่สวินหยางด้วยร่างที่โอนเอน
และปฏิกิริยาของนางก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
ฉู่สวินหยางยกมือขึ้นเล็กน้อย คว้าข้อมือของนาง แล้วกระชากไปด้านข้าง
ชิงหลัวคอยรับอยู่ พลิกมือตบเข้าให้อีกที ผลักฉู่เยว่เหยียนไปใส่อ้อมแขนของสองสาวใช้ข้างกายนาง
ทั้งคู่ใจหายแวบ รีบเข้าไปรับฉู่เยว่เหยียนไว้
แม้จะแค่ละครฉากหนึ่ง แต่ฉู่เยว่เหยียนก็บาดเจ็บไม่น้อย ทั่วร่างอ่อนยวบไร้แรง แทบจะทิ้งตัวใส่แขนของสองสาวใช้
ฉู่สวินหยางไม่มีกะใจจะสนใจนาง เพียงสะบัดกระโปรงแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างสง่าผ่าเผย
ทางด้านชายารองเหลยก็กระชากผ้าปักออกแล้วโยนลงพื้น กำลังจะอาละวาด ฉู่สวินหยางก็ตวาดใส่ทันทีว่า “ลอบทำร้ายราชนิกุล! คนแซ่เหลย เจ้ามีหัวกี่หัวกันล่ะ?”