ผู้อื่นนั้นยังไม่เอ่ยถึง แต่โจวกุ้ยเฟยผู้นั้น นางติดตามฮ่องเต้มานานสามสิบกว่าปีจนคนแก่เฒ่าแล้ว เบื้องหลังยังมีองค์ชายสี่คอยหนุนหลัง วันนี้จะบอกว่าปลดก็ปลดได้ง่ายๆ เลยงั้นรึ?
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสตรีต่างเผ่าหนึ่งคนกับเด็กในครรภ์ที่ยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเป็นชายหรือหญิง
เรื่องราวเหล่านี้ แน่นอนว่าชายารองเหลยได้ยินเป็นครั้งแรก ที่ฉู่สวินหยางกล้าเล่าออกมา แสดงว่ามีเรื่องเช่นนี้อยู่จริง
แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับตน แต่พอได้ฟัง นางก็อดจะมีเหงื่อเย็นๆ ไหลออกมาไม่ได้
ฉู่เยว่เหยียนหาได้สนใจสิ่งเหล่านี้ ด้วยถูกท่าทางของฉู่สวินหยางยั่วให้โมโหสุดๆ แต่เพราะเจ็บคอพูดจาไม่สะดวก จึงทำได้เพียงถลึงตามองนางอย่างเกรี้ยวกราด หวังจะให้ร่างนางพรุนไปทั้งตัว
ชายารองเหลยยังตกอยู่ในอาการตะลึง จู่ๆ ก็รู้สึกขลาดกลัวขึ้นมา อารมณ์บนใบหน้าจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ฉู่สวินหยางถึงได้รับช่วงต่อ เอ่ยว่า “กุ้ยเฟยที่เคียงข้างฝ่าบาทมานับสิบปียังต้องมีจุดจบเช่นนี้ คนแซ่เหลย เจ้าว่าหากข้าวของที่เจ้าเตรียมเอาไว้ถูกส่งไปอยู่เบื้องหน้าหรงเฟย เจ้าในตอนนี้จะมีชะตากรรมอย่างไร?”
“ของพวกนี้เกี่ยวอะไรกับข้า?” รองชายาเหลยเปิดปาก หัวคิ้วขมวดกันยุ่งเหยิง