ๆ เงียบหายไป
ฉู่สวินหยางเล่าเรื่องในวันวานอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น ส่วนเหยียนหลิงจวินก็จิบชาเงียบๆ นั่งฟังด้วยสีหน้านิ่งขรึม ไม่ได้ขัดจังหวะนาง
ความคิดของฉู่สวินหยางล่องลอยไปไกล สายตาทอดมองนอกหน้าต่างไม่ได้หันกลับมา เงียบไปพักหนึ่งถึงได้เล่าต่อว่า “คงเพราะเขาคาดหวังกับเด็กคนนั้นมากเกินไป ตอนที่ซูฉีจากไป ซูจิ่นรั่งก็ล้มป่วย นอนซมอยู่บนเตียงได้สองเดือนก็ลาจากโลกนี้ตามไปด้วย ดังนั้น ซูหังที่เพิ่งจะได้รับตำแหน่งซื่อจื่อก็กลายเป็นอ๋องฉางซุ่นรุ่นที่สองอย่างถูกต้องเหมาะสม ซูหลินได้รับตำแหน่งซื่อจื่อในอ๋องฉางซุ่นเป็นลำดับถัดไป”
เหยียนหลิงจวินไม่เอ่ยอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
เกี่ยวกับเรื่องซูอี้ เขารู้มันทั้งหมด ฝ่ายหนึ่งคือสหายสนิท ฝ่ายหนึ่งคือนาง…
เขาไม่อยากมีความลับกับนางแม้แต่ประโยคเดียว ด้วยความลำบากใจ จึงทำได้เพียงปิดปากแล้วนั่งฟังเท่านั้น
ในที่สุดฉู่สวินหยางก็สังเกตเห็นปฏิกิริยาของเขา จึงดึงสายตากลับจากด้านนอก นางคิ้วเลิกสูง ส่งสายตาตั้งคำถามไปให้เขา
เหยียนหลิงจวินถูกนางจ้องจนอึดอัด ด้วยจนปัญญา ถึงได้ถอนหายใจเบาๆ อย่างหมดหวัง “ได้ยินว่าตอนนั้นผู้เฒ่าอ๋องฉางซุ่นก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ตัวเขาก็มีโรคภัยรุมเร้าจากการทำศึกมานาน หลานชายที่รักจากไปอย่างกะทันหัน เขารับความกระทบกระเทือนไม่ไหวก็เป็นเรื่องปกติ ซูหังผู้นั้น แม้จะถือว่าเจ้าเล่ห์มากแผนการเมื่อเทียบกับซูหลิน แต่ถ้าจะบอกว่าเ