เขาจะเชื่อ?
ดวงตาของฉู่สวินหยางสว่างวาบ การมองเขาจากมุมสูงเช่นนี้ แม้จะไม่มีเจตนาจะบังคับเค้นคอ แต่ก็ทำให้เหยียนหลิงจวินรู้สึกประหม่า
“อะแฮ่ม…” เขากระแอมเบาๆ เบือนสายตาหนีไปด้านข้างเล็กน้อย จากนั้นก็จับมือนาง แล้วดึงให้มานั่งบนเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ข้างๆ ตน สมองแล่นอย่างว่องไวแล้วเอ่ยว่า “เจ้าสงสัยเขาก็ถูกแล้ว แต่อย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อ เขาเองก็ได้ชื่อว่าแซ่ซู หากเมื่อใดที่สกุลซูเจอกับหายนะเขาก็ต้องถูกลากไปเกี่ยวด้วย”
“เขาไม่ไปคุยเรื่องนี้กับซูหลินเป็นการส่วนตัว นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เขาไม่อาจมองหน้าผู้คุมหางเสือได้อย่างสนิทใจ?” สมองของฉู่สวินหยางค่อยๆ ไตร่ตรอง แล้วจึงถามออกมา
ความลับของซูอี้เขาไม่อาจเผย ดังนั้นประเด็นที่เกี่ยวกับซูอี้ เหยียนหลิงจวินได้แต่หลบเลี่ยงไปอย่างแนบเนียนว่า “เพราะอย่างนี้ เจ้าจึงกังวลว่าเขาจะเข้ามาขวางแผนการของฉู่ฉีเหยียน?”
“แล้วมันเป็นไปไม่ได้หรือ?” ฉู่สวินหยางย้อนถามกลับไป “เขาเคยทำครั้งหนึ่งแล้ว ก็ต้องมีครั้งที่สองเป็นธรรมดา!”
คิ้วของเหยียนหลิงจวินพันกันเล็กน้อย
เกี่ยวกับแผนการที่ฉู่ฉีเหยียนมีต่อสกุลซู ความจริงฉู่สวินหยางก็เห็นดีเห็นชอบ หากว่าซูอี้คิดจะเข้ามาขวางกลางจริงๆ…
เด็กคนนี้อาจจะลงมือทำอะไรอีกก็เป็นได้!
เหยียนหลิงจวินรู้สึกว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยต้องลังเลเช่นนี้มาก่อน เพราะแค่เรื่องเล็กๆ เป็นเมล็ดงาเช่นนี้ เขากลับไม่รู้จะจัดการอย่างไร
ใช