นางก็เงยหน้าไปมองฉู่ฉีฮุยอย่างฉงน “พี่ใหญ่…”
“ไม่ต้องถามแล้ว จะโทษก็โทษที่เจ้าไร้ความสามารถเถอะ!” ฉู่ฉีฮุยเอ่ย มุมปากกระตุกหยัน มองทิศทางที่คนสองคนหายลับไป “เจ้าไม่ต้องสงสัยหรอกว่ามันจริงหรือไม่ ข้าสั่งคนไปสืบแล้ว ต่อให้เจ้าโวยวายเท่าไร ก็เอาผิดฉู่สวินหยางไม่ได้อยู่ดี”
นังเด็กนั่น ไม่ธรรมดา!
ฉู่เยว่เหยียนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ กระทืบเท้าอย่างอัดอั้นใจ “แล้วจะทำอย่างไร? หรือว่าข้าต้องแต่งให้เหลยซวี่จริงๆ? ตานั่นเป็นคนยังไง พี่ไม่รู้หรือ?”
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร? คำสั่งของท่านพ่อ ถ้าเจ้าไม่ยอมแต่งก็ไปบอกกับท่านเองสิ” ฉู่ฉีฮุยเอ่ยอย่างรำคาญ ยกน้ำชาที่เย็นชืดกระดกล้างคอ
ฉู่เยว่เหยียนเห็นท่าทางไม่ยี่หระของเขาก็หงุดหงิด พลันอารมณ์เสียขึ้นมาบ้าง ร้องเหอะทีหนึ่งแล้วเดิมดุ่มๆ ไปด้านนอก “ไปก็ไปสิ ข้าไม่แต่ง พวกเจ้าจะบีบคอให้ข้าแต่งได้หรือไง!”
ฉู่ฉีฮุยไม่ได้ห้ามนาง เพียงแสยะยิ้มส่งตามหลัง “เจ้าอยากจะไปก็ไปเถอะ จะก่อเรื่องอย่างไร ก็คงไม่เลวร้ายไปกว่าที่ฉู่หลิงอวิ้นเจอแล้วล่ะ!”
ฉู่เยว่เหยียนเหมือนโดนฟ้าฝ่ากลางกบาล เท้าชะงักกึก ไม่กล้าเดินแม้แต่ครึ่งก้าว
ฉู่หลิงอวิ้นทางนั้น ขนาดมีฮองเฮาหลัวคอยหนุนหลัง ยังไม่อาจขืนชะตาได้ และถ้าหากนางยังไม่ยอมหยุด จะต้องเจอจุดจบเช่นไร?
แต่จะให้นางแต่งกับเหลยซวี่ นางก็ทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ
เมื่อเจอทางตันไปทุกด้าน ฉู่เยว่เหยียนจึงทรุดตัวนั่งยองบนพื้น กุมศีรษะกรีด