นอย่างสงบ!”
ไม่เพียงกำหนดงานมงคลอย่างลวกๆ ให้นาง ยังจะขับไล่กันอย่างไม่บอกกล่าวอีก?
หากว่าตัวนางยังอยู่วังบูรพาหรือว่าในเมืองหลวง ต่อไปสถานการณ์อาจพลิกผันกลับมาได้ แต่ถ้าถูกส่งออกไปแล้ว เรื่องนี้ก็หมดทางจะแก้ไขได้อีก
ฉู่เยว่เหยียนร้องโหยหวนอย่างหมดหวัง โถมตัวใส่อ้อมแขนฉู่ฉีฮุยแล้วร้องไห้โฮ
ฉู่ฉีฮุยแอบตกใจอยู่เงียบๆ…
ชายารองเหลยถูกกักตัวอยู่สามเดือน เขาก็อ้อนวอนทั้งโดยตรงโดยนัยนับครั้งไม่ถ้วน แต่ฉู่อี้อันก็ไม่ยอมรับปากจะปล่อยนางเสียที คราวนี้กลับอาศัยเรื่องของฉู่เยว่เหยียนมาแสดงความเมตตา ความจริงเบื้องหลังนั้น ท่านพ่อกำลังเตือนเขา…
ท่านพ่อไม่อยากจะเห็นคนเหล่านี้ใช้อุบายหยาบช้าแทงข้างหลังกันอีก ความเป็นตายของพวกเขาหาใช่เรื่องมีเกียรติหรือเสื่อมเสีย ทั้งหมดล้วนเป็นแค่ความคิดที่แวบผ่านสมองเท่านั้น
ฉู่ฉีฮุยตกอยู่ในภวังค์อย่างไม่อาจถอนตัว ฉู่เยว่เหยียนร่ำไห้ไปก็ไร้ผล พลันสะบัดหน้าขึ้นมองฉู่สวินหยาง เอ่ยอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “ทั้งหมดเป็นฝีมือของเจ้าใช่ไหม? เจ้าจงใจให้คนปล่อยข่าวเสียหายออกไป ให้ข้าถูกไล่ออกจากจวน? ตอนนี้เจ้ามีความสุขแล้วใช่ไหม? พอใจ? ภูมิใจแล้วหรือยัง?”
ฉู่สวินหยางมองนางยิ้มๆ เอ่ยด้วยดวงหน้าไม่เปลี่ยนอารมณ์ “น้องห้าคงดีใจจนเลอะเลือน พี่ใหญ่ต้องช่วยชี้แนะนางหน่อยแล้วล่ะ”
“เจ้า…” ดีใจ? มีอะไรน่าดีใจหรือ? ฉู่เยว่เหยียนนิ่งอึ้งไปพักใหญ่เพราะคำพูดของนาง
มุมปากของฉู่ฉีฮุยกระ