่มีเหลือ เจ้าฟังไว้นะ เจ้ารีบกลับไปแล้วส่งนางออกจากจวนเดี๋ยวนี้ อยู่ไปก็มีแต่จะทำให้ผู้อื่นถูกหัวเราะเยาะ!”
เลือดในกายของคนแซ่เจิ้งแข็งทื่อ เย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า
นางเงยหน้ามองหลัวฮองเฮาที่นั่งอยู่เบื้องบน เอ่ยอย่างลำบากใจ
“เสด็จแม่…”
ดวงหน้าของฮองเฮาหลัวถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ พอได้ยินชื่อฉู่หลิงอวิ้น นัยน์ตาก็ทอประกายหมดความอดทน แต่ยังฝืนเอ่ยด้วยใบหน้าแข็งทื่อว่า “เสด็จพ่อของเจ้ากำลังโกรธ ส่งนางออกไปก่อนดีกว่า รอให้ข่าวมันซาลงแล้ว ข้าค่อยคิดหาวิธี!”
เพื่อรักษาชื่อเสียง ฝ่าบาทไม่อาจพระราชทานความตายให้แก่พระนัดดาของตนเพียงเพราะเหตุผลเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ยังทรงพิโรธ ใครจะพูดอะไรย่อมไม่ฟังทั้งนั้น ไม่สู้ให้พระองค์ถอดยศฉู่หลิงอวิ้นไปเสีย เนรเทศนางออกนอกเมืองหลวง แต่แน่นอนว่าการเนรเทศครั้งนี้ มันหมายถึงระยะเวลาชั่วทั้งชีวิตของนาง
อีกอย่าง เพราะปกติหลัวฮองเฮาลำเอียงรักใคร่ฉู่หลิงอวิ้นอยู่มาก ฝ่าบาทจึงพาลต่อว่านางตามไปด้วย นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีเลยทีเดียว
ในเมื่อเป็นความต้องการของฝ่าบาท ใครหน้าไหนก็ไม่อาจฝ่าฝืน
คนแซ่เจิ้งพลันหมดหวัง ล้มตัวลงบนเก้าอี้ น้ำตาไหลพราก
ฮองเฮาเห็นท่าทางเหมือนคนไร้วิญญาณของนางก็ใจอ่อน เอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้าก็หยุดร้องได้แล้ว เดี๋ยวเรื่องราวก็ต้องผ่านไป ใครให้นางไม่รู้จักอดทนเสียบ้าง? ให้นางหลบไปสักพักก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเลวร้าย บุตรคนรองของจวนติ้ง