แซ่เจิ้งหยุดคิดพักใหญ่ถึงได้เข้าใจเรื่องได้รางๆ ตบเตียงอย่างแรงแล้วลุกยืนขึ้น ตวาดเสียงดังด้วยดวงตาดุร้าย “ความหมายของเจ้าก็คือ นังเด็กจากวังบูรพาคนนั้น ลากสกุลจางเข้ามาก็เพื่อแก้แค้นเจ้า…”
พอสายตาเลื่อนไปมองจางอวิ๋นเจี่ยนที่สลบอยู่บนพื้น คนแซ่เจิ้งก็เหมือนถูกมีดกรีดเข้าตรงกลางใจ
บุตรสาวที่สูงศักดิ์และรูปโฉมงดงามเหนือใครของนาง ไฉนจึงถูกจอมเสเพลอย่างมันย่ำยีเอาเสียได้!
หากว่านางมิได้เกิดในตระกูลผู้ดี ได้รับการอบรมสั่งสอนถึงข้อห้ามและกฎเกณฑ์ต่างๆ นางคงจะทุบตีคนผู้นี้เป็นการระบายอารมณ์ไปแล้ว
ต่อหน้าฉู่ฉีเหยียน ฉู่หลิงอวิ้นก็เหมือนคนมีชนักติดหลัง ดังนั้น จึงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
ฉู่ฉีเหยียนหาได้ไว้หน้านาง เอ่ยต่ออย่างไม่อ้อมค้อม “หากไม่ใช่ว่านางไม่รู้จักประมาณตนคิดทำร้ายผู้อื่นก่อน มีหรือที่เรื่องจะมาถึงจุดนี้? เห็นชัดๆ ว่านางคิดจะใช้คนผู้นี้มาทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น แต่สุดท้ายกลับถูกผู้อื่นซ้อนแผนตลบหลัง เพราะเหตุใดซูหว่านกับฉู่เยว่เหยียนถึงได้หมดสติอยู่ที่เรือนรับรอง? เด็กรับใช้ที่เรือนนั้นมีความเป็นมาอย่างไร ท่านแม่ลองถามนางดูก็จะเข้าใจทุกอย่างเอง”
ความจริงไม่จำเป็นต้องให้ฉู่หลิงอวิ้นสารภาพ ตอนนี้เขาก็พอจะคาดเดาทุกอย่างได้หมดแล้ว
คนแซ่เจิ้งยังไม่อาจทำใจเชื่อได้ลง หรือจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่านางไม่คิดแยแสเสียมากกว่า…
ฉู่หลิงอวิ้นจะไปทำร้ายใครนางไม่สนใจหรอก นางสนแค่ว่าบัดนี้บุตรสาวสุด