ที่รักของนางถูกคนเหยียบย่ำ ทั้งยังทิ้งปัญหาไว้เป็นกองให้คอยสะสาง
คนที่คิดร้ายกับบุตรสาวของนางต่างหากคือคนที่สมควรตายมากที่สุด!
ฉู่ฉีเหยียนรู้จักนิสัยของมารดาตนดี พอเลือดขึ้นหน้าก็ไม่ฟังใครทั้งนั้น เขาจึงไม่คิดจะกล่อมนาง เพียงยกเท้าถีบจางอวิ๋นเจี่ยนที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น เอ่ยว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาหาคนผิด คนในจวนคงไม่กล้าปากมาก แต่คนแซ่จางไม่ใช่สกุลชาวบ้านสามัญ ในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้วก็ต้องแก้ไขกันไป ท่านแม่รีบถือป้ายเข้าวังไปขอเข้าเฝ้าเสด็จย่าเถอะ”
เขาพูดไป ก็อดจะเอ่ยคำออกมาด้วยความอึดอัดไม่ได้ “งานมงคลของพี่ใหญ่ ก็กำหนดไปเลยแล้วกัน!”
“ว่าไงนะ?” คนแซ่เจิ้งแม่ลูกมีปฏิกิริยาเหมือนกัน ร้องเสียงหลงอย่างพร้อมเพรียง
ฉู่หลิงอวิ้นที่ถูกเขาต่อว่าอยู่ครึ่งวันแต่ก็อดทนไม่สวนกลับ บัดกลับกระโดดลงมาจากเตียงอย่างอดรนทนไม่ไหว ชี้นิ้วใส่จางอวิ๋นเจี่ยนที่อยู่บนพื้นเหมือนกำลังฟังเรื่องตลกขำขัน “ฉู่ฉีเหยียน เจ้าบ้าไปแล้วใช่ไหม พูดจาเหลวไหลอะไร? ให้ข้าแต่งให้มัน? มันนับเป็นตัวอะไร? มัน…”
“หรือว่าพี่ใหญ่อยากถูกส่งไปบำเพ็ญตนที่วัดหลวง?” ฉู่ฉีเหยียนย้อนเสียงเย็น เอ่ยแทรกคำของนางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ต่อให้เสด็จย่ารักเจ้าเพียงใด แต่เรื่องที่ทำให้ราชวงศ์ต้องด่างพร้อม พระนางคงจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ แน่ หากจะจบเรื่องนี้ มีเพียงสองทาง จะเป็นทางไหนบ้าง ข้ายังต้องบอกเจ้าอยู่อีกไหม?”
แม้ว่าเรื่องนี้จะถูกปิดให้ร