เหยียนมองจื่อซวี่ด้วยสายตาเย็นชา “พวกเจ้านึกให้ดีๆ ก่อนที่ท่านหญิงจะออกจากจวนมีเรื่องอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นบ้างไหม คนถูกสลับตัวไป อย่างไรก็ต้องมีเบาะแสทิ้งไว้บ้าง”
สองบ่าวมุ่นคิ้ว เค้นสมองเต็มกำลัง
ในที่สุดจื่อเหวยก็ยกมือปิดปากอุทานตกใจ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นขลาดกลัว เอ่ยว่า “บ่าวนึกออกแล้วเจ้าค่ะ ตอนนั้นช่วงเที่ยงวัน คล้อยหลังหลังจากที่พระชายาแวะไปดูท่านหญิง ท่านหญิงรองก็มาถึง บอกว่ามาขอโทษที่ตอนเช้าทำผิดต่อท่านหญิง ซ้ำยังบอกว่าท่านหญิงจะแต่งออกไปแล้ว พี่น้องอยากจะคุยความในใจต่อกัน จึงไล่พวกบ่าวทุกคนออกมา ตอนที่พวกบ่าวกลับเข้าไป ผ้าคลุมหน้าของท่านหญิงก็ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าถึงเวลามงคลพอดี จึงไม่ได้คิดมาก หรือว่าจะเป็นตอนนั้น…”
ความจริงฉู่หลิงซิ่วไปที่นั่นก่อนคนแซ่เจิ้งเสียอีก แต่ที่ฉู่หลิงอวิ้นกล้าให้เอ่ยวาจาเช่นนี้ ก็เพราะคำนวณไว้แล้วว่าไม่มีใครเปิดโปงความจริงข้อนี้ได้
ส่วนตอนเช้าที่ฉู่หลิงซิ่วไปหาเรื่องฉู่หลิงอวิ้นนั้นทุกคนก็เห็นครบกันหมด นางจะบอกปัดอย่างไรก็ปัดไม่พ้น
ดังนั้น ทั้งแรงจูงใจและเหตุผลต่างก็ชัดเจนทั้งสิ้น
ฉู่สวินหยางทำเหมือนว่าชมละครเรื่องหนึ่งอยู่ เอาแต่ยิ้มแย้มไม่เอ่ยปากตลอดการรับชม
คนแซ่เจิ้งยิ่งร้อนใจ จู่ๆ ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปมาด้วยความวิตก “เจ้าพูดเช่นนี้ อวิ้นเอ๋อร์ถูกนาง…”
นางพูดเองก็หวั่นใจเอง จึงไม่กล้าเอ่ยคำต่อจากนั้นจนจบ รีบโบกมือเป็นพัลวัน ร้