กุลเหลยที่อยู่นอกห้องนั่นแหนะ”
ฮูหยินเหลยที่ยืนปาดน้ำตาป้อยๆ อยู่ด้านข้างพลันดวงตาเป็นประกาย
ฉู่สวินหยางเม้มปากอย่างไม่แยแส เสียงหัวเราะฟังดูมีเลศนัย “ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ว่าไหมล่ะ?”
เอ่ยจบก็ไม่รั้งอยู่ต่อ จากไปอย่างไว้ท่า
ฉู่ฉีฮุยอึ้งไปทันที…เขาฟังออกอย่างชัดเจนถึงเจตนาข่มขู่ในประโยคนั้น
ดวงหน้าของฮูหยินใหญ่มีรอยยิ้มหวาน ย่อเข่าคารวะฉู่ฉีฮุย “ข้าก็ขอตัวก่อน” จบคำ ก็ส่งมือให้สาวใช้ข้างกายนามว่าหรูโม่ประคองเดินออกไป
ฮูหยินใหญ่สาวเท้าว่องไว ออกจากนอกลานก็มองซ้ายแลขวาเห็นว่าฉู่สวินหยางรออยู่ใต้ต้นเหมยที่ห่างออกไปไม่ไกล จึงสาวเท้าเข้าไปหาทันที
“ท่านหญิง!” ฮูหยินใหญ่เอ่ย ขณะพูดก็ทำความเคารพนางอย่างจริงจังหนึ่งที
ฉู่สวินหยางไม่ได้ห้าม สตรีในวังบูรพาล้วนมีเบื้องหลังไม่ธรรมดา แม้นางจะไม่เป็นศัตรูกับผู้อื่นไปทั่ว แต่ก็ไม่คิดจะเป็นพพันธมิตรกับใครเช่นกัน
ฮูหยินใหญ่ย่อกายด้วยใบหน้าที่ซาบซึ้งเหลือประมาณ “เรื่องในวันนี้ ต้องขอบคุณท่านหญิงที่ปกป้องหนิงเอ๋อร์ บุญคุณที่ท่านหญิงมีต่อพวกเราแม่ลูก ข้าจดจำไว้แล้ว!”
“ฮูหยินใหญ่เกรงใจแล้ว ครอบครัวเดียวกัน เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย” ฉู่สวินหยางยิ้ม
ที่นางย้ำว่า ‘ครอบครัวเดียวกัน’ ทั้งหมดเพราะเห็นแก่หน้าฉู่อี้อัน
ฮูหยินใหญ่เป็นคนฉลาด ไม่ได้เรื่องมากอะไร ยังคงขอบคุณด้วยความซึ้งใจอีกครั้ง พูดต่ออีกสองประโยคก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากด้านหลัง เป็