วงที่สงครามระหว่างหนานฮวาเป็นไปอย่างตึงเครียด ราชสำนักออกคำสั่งงดเว้นการอาลัย ฮั่วกังไม่อาจอยู่ไว้ทุกข์ ฮูหยินฮั่วกับฮั่วชิงเอ๋อร์จึงเป็นคนพาโลงศพกลับบ้านเกิด คำนวณเวลาดู เดือนที่แล้วก็ครบสามปีเต็มในการไว้ทุกข์พอดี
“ไม่กี่วันหรอก รีบกลับมาให้ทันข้ามปีน่ะ!” ฮั่วชิงเอ๋อร์ตื่นเต้นดีใจจนหน้าแดงไปหมด
ฮูหยินฮั่วก้าวขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม แกล้งทำหน้าเข้มดุนางไปทีหนึ่ง “ห้ามเสียมารยามนะ!”
จากนั้นก็ย่อกายคารวะฉู่สวินหยาง เอ่ยว่า “ผ่านมาหลายปี เด็กคนนี้ก็ยังนิสัยเหมือนเดิม ท่านหญิงอย่าได้ถือสานางเลย”
“ฮูหยินฮั่วเกรงใจไปแล้ว” ฉู่สวินหยางตอบ
ฮั่วชิงเอ๋อร์นิสัยอยู่ไม่นิ่ง เวลานี้เพิ่งเห็นว่าภายในเรือนเละเทะไปหมด พลันขมวดคิ้วมุ่น ยกชายกระโปรงก้าวนำเข้าไปเป็นคนแรก “เกิดอะไรขึ้นที่นี่เนี่ย? ถูกโจรปล้นรึ?”
นางเกิดในครอบครัวทหาร แม้จะมีฮูหยินฮั่วคอยห้ามปรามแต่นิสัยก็ยังเป็นเช่นนี้ นางเรียนวิชามวยเพื่อฝึกฝนร่างกายจึงกล้าหาญชาญชัยกว่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ พูดจบแล้วก็โน้มตัวไปทดสอบลมหายใจของเด็กรับใช้ผู้นั้นทันที
ฮูหยินฮั่วตกอกตกใจ ถลาเข้าไปลากนางออกมาห่างๆ ตำหนิเสียงเบาว่า “อย่าก่อเรื่อง”
หัวคิ้วของฮั่วชิงเอ๋อร์พันกันหนักกว่าเก่า ปล่อยให้มารดาของตนลากออกไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ตอนนั้น คนอื่นๆ ก็พากันเดิมตามเขาไปในเรือน มองดูสภาพที่เกิดขึ้นแล้ววิพากษ์กันระงม
ซูหว่านกดโทสะไว้เต็มท้อง จ้องเขม็งไปที่เหยียนหลิ