แฝงเลศนัยก็นิ่งไป พอนึกขึ้นได้หน้าจึงแดงก่ำ หลุบสายตา เอ่ยอย่างหน้างอว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร”
ฉู่สวินหยางเห็นหน้าน้อยแดงจนแทบสุกก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ แกล้งอมพะนำว่า “เช่นนั้นก็ถือว่าข้าพูดไปเรื่อยเปื่อยแล้วกัน แต่ว่านะ…เมื่อวานข้าบังเอิญไปเจอตอนที่ฮูหยินใหญ่กับท่านพ่อคุยกันพอดี ได้ยินพวกเขาเอ่ยถึงคุณชายสกุลเหยา ท่านพ่อยังพูดเลยว่า…” นางพูดแล้วก็แสร้งลากเสียงยาว
ฉู่เยว่หนิงอายุยังน้อย อดกลั้นไม่เป็น สุดท้ายนางก็เงยหน้าขึ้นด้วยทนไม่ไหว จ้องริมฝีปากของอีกฝ่ายด้วยความขวยเขินและอยากรู้ มือก็บิดผ้าเช็ดหน้าไปมาอย่างประหม่า หลุดเสียงถามว่า “ท่านพ่อพูดถึงลูกผู้พี่ว่าอย่างไรหรือ”
ฉู่สวินหยางเห็นท่าทางดังนั้นก็พ่นเสียงหัวเราะพรวดออกมาอย่างหยุดไม่อยู่
ฉู่เยว่หนิงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเสียกิริยาแล้ว ดวงหน้าของนางจึงยิ่งแดงจนแทบจะกลายเป็นสีเลือด กระทืบเท้าไปทีแล้วหมุนตัวหนี เอ่ยอย่างโมโหว่า “เจ้าแกล้งข้าเอาสนุกอีกแล้ว!”
“ใช่ที่ไหนกัน ข้าคิดว่าเจ้าอยากจะรู้เสียอีก” ฉู่สวินหยางยิ้มน้อยๆ อย่างไม่เห็นด้วย รินน้ำชาเติมให้ตนเองแล้วลิ้มรสด้วยความเอื่อยเฉื่อย
ฉู่เยว่หนิงรอจนร้อนใจไปหมด เห็นว่านางไม่ม