เนิ่นๆ
เหยาจิ่นเซวียนกับฉู่เยว่หนิงเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ย่อมเคยพบหน้าค่าตา แม้ฉู่สวินหยางจะเป็นพี่สาว แต่พอถูกกระเซ้าเช่นนี้เขา นางก็หน้าตาแดงเถือกไปหมด
ฉู่เยว่หนิงอึดอัดเกินจะรับไหว ถ้าไม่ทำอะไรย่อมถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียวจึงเถียงสู้คอเป็นเอ็นว่า “เจ้าหัวเราะไปเถอะ ทีใครทีมัน ต่อไปนะ…ต้องมีวันที่ข้าเอาคืนได้แน่!”
ฉู่สวินหยางยักไหล่อย่างไม่แยแส เดิมก็ไม่เคยเก็บคำพูดนี้มาใส่ใจ แต่สายตาพลันเหลือบไปเห็นกิ่งเหมยแดงที่ยื่นออกมาจากหลังกำแพง ความคิดจึงลอยไปหาบุรุษชุดแดงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ใต้หิมะในวันนั้นโดยไม่รู้ตัว
วันนั้นเขาพูดว่า…
ฉู่สวินหยางเหม่อลอยไปชั่วขณะ ทันใดก็ได้ยินเสียงหัวเราะเย่อหยิ่งของผู้หญิงดังขึ้น “โอ๊ะ พี่หญิงทั้งสองช่างอารมณ์สุนทรีนัก เหตุใดมาจิบชาชมหิมะที่นี่แล้วไม่เรียกข้าสักคำ”
ไม่ต้องบอกก็รู้คนที่มาย่อมเป็นฉู่เยว่เหยียนไม่ผิดแน่ ฉู่สวินหยางได้สติอีกครั้ง ค่อยๆ เคลื่อนสายตาไป ไม่ได้ส่งเสียง ตอนนี้แม้แต่ท่าทีตามมารยาท นางก็ไม่จำเป็นต้องมีกับฉู่เยว่เหยียน อีกต่อไป
ฉู่เยว่หนิงแม้จะไม่ชอบฉู่เยว่เหยียน ทว่านางก็ไม่ได้ใจร้ายซ้ำเติม ลุกขึ้นทักทายอย่างไม่อาจเลี่ยง “พวกเราก็แค่มานั่งเล่นเรื่อยเปื่