ก็ไม่พูดอะไรอีก เขาถูไถมือของท่านพ่อด้วยแก้มตุ้ยนุ้ยของตนเอง เห็นได้ชัดว่ากำลังขอร้องให้ท่านพ่อให้อภัยด้วยท่าทีออดอ้อนอย่างเป็นธรรมชาติเยี่ยนจื่อเยี่ยวางใจลง หลานชายน้อยยังร่าเริงเช่นนี้ ไม่มีอาการตกใจเลยด้วย แสดงว่าทุกอย่างปกติดี เขาจึงเดินตามอาจารย์ ‘เข้า’ไปในโถง อืม… โถงที่เหลือเพียงพื้นอันแข็งแรง…“คารวะฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” อีจี้จิ่วที่มีหนังตาหย่อนคล้อย ร่างกายซูบผอมก็เอ่ยขึ้นด้วยน ้าเสียงอ่อนโยนแฝงความนอบน้อมและถ่อมตนของปัญญาชน ราวกับสายลมอบอุ่นที่พัดผ่านในฤดูหนาว ทำให้ผู้คนได้ยินแล้วก็รู้สึกอบอุ่น“อะ… เอะ…” เยี่ยนเสี่ยวเป่าเกือบจะเอ่ยปากอีกครั้งเพราะความสงสัย แต่เมื่อเขานึกถึงคำสั่งสอนของท่านพ่อได้ก็รีบเคี้ยวและกลืนข้าวในปากลงไปก่อน ไม่พูดแม้แต่คำเดียว และเบิกตามองใต้เท้าจี้จิ่วเป็นประกาย“เยี่ยนจื่อเยี่ย เยี่ยนจื่อเสา…” เยี่ยนจื่อเยี่ยและที่เหลืออีกสามคนก็คารวะหยวนคังฮ่องเต้ ในฐานะที่ยังเป็นศิษย์ที่กำลังศึกษาอยู่ในสำนักศึกษา พวกเขามิจำเป็นต้องคุกเข่าถวายบังคมฮ่องเต้ ถึงแม้เยี่ยนจื่อเสาจะสำเร็จการศึกษาไปแล้ว แต่เขาก็ไม่อยากคุกเข่าให้
หยวนคังฮ่องเต้ยังคงตั้งสติไม่ได้ มิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้ เหอซงจึงพูดแทน “ทุกท่านลุกขึ้นเถิด เชิญใต้เท้าอีดูอาการให้ฝ่าบาทด้วยเมื่อครู่นี้ฝ่าบาท…”เหอซงไม่จำเป็นต้องพูดคำพูดที่เหลือ ทุกคนก็รู้ อีจี้จิ่วก็รู้ดี เขาเดินขึ้นไปตรวจดูอาการให้ฝ่าบาทแล้ว และยังน