ชุยอี้บุ้ยปาก “แล้วอย่างไร จวนปั๋วหรือจะกล้า แข็งข้อกับพวกเรา”
หยางเซิ่งไฉเยาะเย้ย “ทําให้เรื่องง่ายเข้าไว้ย่อม ดีกว่าเป็นไหนๆ!”
“เช่นนั้นพวกเราควรจัดการกับมันอย่างไร” เมื่อ หันไปมองเจียงจั้นที่ดิ้นพล่านอยู่บนโต๊ะ ใบหน้า ของชุยอี้ก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
หยางเซิ่งไฉหันหน้าออกไปมองด้านนอกหน้าต่าง
หน้าต่างในโถงล้วนเปิดกว้าง เผยให้เห็นแม่น้ํา ด้านนอกที่ทอแสงเป็นประกาย
ในขณะนั้นดวงจันทราลอยขึ้นสูงลิบ ทั่วทั้งนภา มืดมิด แต่ทว่าโคมแดงที่พริ้วไหวตามลมและ ประกายไฟหลากสีกลับสะท้อนผิวน้ําทําให้สว่าง ไสวงดงามเสียยิ่งกว่าเวลากลางวัน
แต่ในสายตาของเจียงซื่อ ผิวน้ําที่ขยับเขยื้อนอยู่ ตลอดเวลานี้เปรียบเสมือนกระจกเงาปีศาจก็ไม่ ปาน เพราะสามารถกลืนกินสิ่งที่มนุษย์หวงแหน ได้ทุกเมื่อ
หยางเซิ่งไฉเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “โยนลงไปก็เป็น อันจบเรื่อง”
ชุยอี้เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึง ว่าหยางเซิ่งไฉจะกล้าคร่าชีวิตเจียงจั้น
บุรุษหนุ่มอีกสองคนที่คุมตัวเจียงจั้นอยู่ก็ตกตะลึง ไม่แพ้กัน
ชุยอี้เลียริมฝีปากตัวเอง “พี่หยาง คงไม่จําเป็น ต้องถึงขั้นเอาชีวิตหรอกกระมัง แค่สอนบทเรียน ก็น่าจะเพียงพอ”
หยางเซิ่งไฉหันไปมองบุรุษหนุ่มอีกสองคน “พวก เจ้าก็คิดเช่นนั้น?”
ทั้งคู่เผลอพยักหน้ารับ
พวกเขามีชาติกําเนิดสูงศักดิ์ จึงกล้ารังแกข่มเหง เหล่าชายหญิงมานับไม่ถ้วน แต่ถึงกระนั้นการทํา