าพักค้างคืนที่จวนโหว ทั้งสองแทบจะไม่ได้คุยกันเลย อย่างมากก็แค่ทักทายถามสารทุกข์สุขดิบกันเพียงเท่านั้น
เจียงซื่อหลับตาลงอีกครั้ง เอ่ยเสียงเรียบ “พี่ใหญ่เป็นคนดี พอเถอะ เราอยู่ข้างนอก อย่าวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นเรื่อยเปือยเลย”
เจียงซื่อเข้าใจซูชิงสวินดีว่าเหตุใดท่าทีของเขาในครั้งนี้ถึงไม่เหมือนเมื่อก่อน หลังจากที่นางอายุสิบปี ปั้าสะใภ้ใหญ่โหยวซื่อก็เริ่มระวังนาง กลัวว่านางที่เป็นสตรีฐานะธรรมดาจะให้ความหวังลูกชายจนเสียคน แม้ท่าทีของโหยวซื่อจะไม่แสดงออกชัดเจน แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อ่อนไหวไวต่อความรู้สึกอย่างนางหรือว่าผู้ที่ฉลาดหลักแหลมอย่างซูชิงสวินต่างก็รูสึกได้
ซูชิงสวินไม่ยอมให้นางลำบากใจเพราะแม่ของเขานับตั้งแต่นั้นมาเขาจึงมีท ่าทางนิ่งเฉยกับนางมาโดยตลอด ทว่าวันนี้ที่ซูชิงสวินแสดงท่าทีแตกต่างออกไปนั่นก็เพราะในสายตาของผู้อื่นช่วงนี้นางดูน่าเป็นห่วง เขาก็แค่ไม่อยากให้นางรู้สึกว่าเขาเย็นชาเท่านั้นเอง
อาหมานแลบลิ้นปลิ้นตาออกมา “ก็ได้ บ่าวไม่พูดแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นเจ้านายหลับตาสนิท ท่าทางไม่แยแส อาหมานก ็แอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ แล้วคิดในใจว่า ในใจของคุณหนูคงจะมีเพียงแค่คุณชายอวี ๋ส่วนคนอื่นแม้แต่เอ่ยนามขึ้นมาก ็ยังไม่สนใจ
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังใกล้เข้ามา เจียงซื่อลืมตาขึ้นเห็นสาวรับใช้ชุดดำคนหนึ่งเดินรุดเข้ามานางดีดตัวขึ้นมานั ่งตัวตรงอย่างไม่รู้ตัว
พอสาวรับใช้ชุดดำเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง