ท่านแม่ข้าเกี่ยวอะไรกับเจ้า ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าพูด เช่นนั้นข้าก็ไม่ควรยุให้ท่านแม่ไปตามหมอมาให้ท่านพ่อ เรื่องที่ยิ่งไม่ควร คือความตะกละของข้าถึงได้พาโต้วเหนียงเข้ามาในจวน หากจะคิดบัญชี คนปากพล่อยที่พูดเรื่องท่านพ่อปั่วยจนไปถึงหูโต้วเหนียง สมควรต้องคิดบัญชีกับคนผู้นั้นให้สาสมเสียมากกว่า…”
“ชิงเหยา แต่ว่า…”
เซี่ยชิงเหยาส่ายหน้า หยุดสิ่งที่เจียงซื่อกำลังจะพูดต่อ “อาซื่อ แม้ข้าจะเสียใจอยู่ แต่ข้าไม่ได้สติเลอะเลือน บนโลกนี้ไม่มี ‘ถ้าหาก’ เยอะขนาดนั้นหรอก ถึงข้าจะโทษตัวเองมากเพียงใดแต่ก็รู้ว่าคนที่สมควรตายที่สุดก็คือโต้วเหนียงและพ่อบ้านหลี่ คนหนึ่งเป็นฆาตกรจิตใจอำมหิตดั่งพิษแมงปั่อง อีกคนเป็นดั่งผีร้ายที่คอยดึงคนลงไปในเหวลึก พวกเขาต่างหากที่สมควรตาย”
เจียงซื่อได้แต่อ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออก
ที่จริงเซี่ยชิงเหยาก็พูดถูก หากเจียงซื่อไม่รู้ว่าจุดจบของชาติที่แล้วกับชาตินี้จะแตกต่างกันอย่างลิบลับ นางก็คงไม่แบกรับความรู้สึกผิดเช่นนี้ไว้
“อาซื่อ…”
“หืม?”
“หากคู่สามีภรรยาบนโลกนี้ทั้งชีวิตมีแค่กันและกันสองคนก็คงดี เจ้าว่าไหม” เซี่ยชิงเหยากอดเข่าไว้ พลางมองแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านมุ้งลวดบางจนสามารถเห็นทะลุผ่านออกไปราวกับปีกจั๊กจั่นอย่างกลุ้มใจ
ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านพ่อกับท่านแม่ของนางจะต้องอยู่ไปจนแก่จนเฒ่า ลูกหลานเต็มบ้านแน่นอน
“ใช่” เจียงซื่อตอบพึมพำ ความคิดล่องลอยไปไกลแล้ว
ตอนนั้นนางกลายเป็นพราชาย