้มพลางตอบขันทีที่มาเชิญอวี้จิ่นมาจากตำหนักของเสียนเฟยอย่างอ้อมค้อม “ขณะนี้ข้ายังไม่สะดวก จำต้องไปอาบน้ำอาบท่า กินข้าวแล้วก็นอนพักเสียหน่อย”
อวี้จิ่นรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าขันสิ้นดี
เขากลับมาที่เมืองหลวงได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่เสด็จแม่ที่ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไรก็กลับมิเคยเรียกหา หรือแม้แต่ในวันที่เขาอายุครบสิบแปดปีก็ยังไม่เห็นวี่แววใดๆ แต่ในยามที่เขาถูกเลื่อนขึ้นเป็นอ๋องกลับถูกเชิญให้ไปพบที่ตำหนัก เกรงว่าคงจะอดใจรอต่อไปไม่ไหวแล้วกระมัง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ อวี้จิ่นคร้านจะโกรธเสียด้วยซ้ำวังหลวงแปลกที่สำหรับเขา ฉะนั้นเสด็จแม่ที่อยู่ในวังหลวงจึงเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขาด้วยเช่นกัน
‘เสด็จแม่’ จึงเป็นเพียงนามเรียกขาน มิได้มีความหมายใดๆ
เมื่อเห็นว่าอวี้จิ่นกำลังหันหน้าเดินไปทางหลงต้านและเหลิงอิ่ง ขันทีจึงตะโกนไล่หลังว่า “องค์ชาย เหนียงเหนียงทรงรอองค์ชายอยู่พ่ะย่ะค่ะ…”
เมื่อตะโกนออกมาเช่นนั้น กลุ่มคนที่ยังอยู่ที่หน้าประตูจึงหันไปมองเป็นตาเดียว
ขันทีทั้งตัวเล็กและขาสั้นเขม่นมองไปที่แผ่นหลังของอวี้จิ่นที่กำลังเดินนำองครักษ์ทั้งสองออกไปอย่างสบายใจ เขาทำได้เพียงกระทืบเท้า ถอนหายใจ และเดินคอตกกลับวังไปรายงาน
บนรถม้าของจวนหลู่อ๋อง พราชายาหลู่สำรวจดูองค์ชายห้าว่ามีอาการบาดเจ็บร้ายแรงหรือไม่ก่อนจะสบถออกมาอย่างโกรธเคือง “เหตุใดไอองค์ชายสันขวานนั่นถึงมาตีหัวท่านอ๋องได้ล่ะเพคะ…”
องค์ชายห้าที่ทั้งประหม่าและ