และสะพรึงกลัวเช่นนี้ เจียงเชี่ยวตระหนกตกใจจนหน้าซีดขาวไปหมด เมื่อรู้สึกหายใจโล่งขึ้น นางพลันคว้ามือเจียงซื่อและเอ่ยถาม “น้องสี่ เมื่อครู่นี้ใต้เท้าเจิน…มองมาที่เจ้าใช่หรือไม่”
เจียงซื่อแกล้งโง่ “คงมิใช่หรอก เขาจะมองมาที่ข้าได้อย่างไรกัน พวกเราไม่รู้จักกันเสียหน่อย”
เจียงเชี่ยวกลอกตา “แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้น้อมทักทายกลับเล่า”
เจียงซื่อยังคงแกล้งโง่ “ก็ข้ารู้สึกตื่นเต้นไปหน่อยที่ใต้เท้าเจินผู้ตัดสินคดีราวกับเทพเจ้ามองมาทางนี้นี่”
อืม หลังจากที่ได้รู้จักกับคนบางคน หน้าก็หนาขึ้นไม่เบา
“แล้วจะทำอย่างไรต่อไป” เจียงเชี่ยวเอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะในสวนเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้โหยหวนผสมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งสร้างความรู้สึกแย่ให้กับคนเป็นอย่างมาก
เจียงซื่อชำเหลืองมองเจียงลี่กับเจียงเพ่ยพร้อมเอ่ย “ไปหาพวกน้องห้าก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ”
ประตูบานใหญ่จวนโหวเปิดออกกว้าง ด้านนอกนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่ชอบดูความคึกคัก
เกิดเรื่องขนาดนี้ ข่าวคงถูกแพร่ออกไปด้านนอกตั้งนานแล้ว เวลานี้ ผู้คนรู้กันหมดแล้วว่าฉังซิงโหวซื่อจื่อลงมือทำร้ายคน และสวนดอกไม้ของจวนโหวก็ขุดศพขึ้นมาได้สิบศพ
สิบศพเชียวนะ มันหมายความว่าอย่างไรเล่า มีคนมากมากมายที่ในชีวิตนี้ยังไม่เคยเห็นศพมากขนาดนี้มาก่อน แล้วเกิดเรื่องคึกคักเช่นนี้ขึ้น พวกเขาจะให้พลาดได้อย่างไร
เหล่าปั้าน้าอาที่มีความรู้สึกอยู่บ้าง ได้เตรียมผักใบเน่าและเปลือกไข่ไว้เรียบร้อย รอเ