ระมัง”
เจียงซื่อเบ้ปาก
เมื่อเทียบกับสาวรับใช้แล้ว เขาก็โดดเด่นจริงๆนั่นแหละ
“ยอมรับแล้วหรือ” เห็นเจียงซื่อไม่พูดไม่จา อวี้จิ่นจงใจหยอกล้อนาง
ธุระก็ทำเสร็จแล้ว พวกเขากำลังจะกลับเมืองหลวงในไม่ช้า เมื่อคิดว่าเหลือเวลาติดต่อกันอีกไม่นานแล้ว เขาย่อมที่จะถนอมช่วงเวลานี้ไว้อย่างดีที่สุด
“อย่าคะนองให้มันมากนัก อาหมานปูเตียงพับผ้าห่มได้ ยกน้ำชารินน้ำ หวีผมเขียนคิ้วได้…นางยังทำอะไรได้อีกเยอะ” อาศัยแสงดาวสลัว เจียงซื่อเห็นดวงตาของอีกฝั่ายโค้งเป็นเส้นโค้งงดงามภายในมีแสงระยิบระยับ
ชายหนุ่มยิ้มตาหยี “ข้าก็ทำเป็นเช่นกัน ข้ายังทำอะไรได้อีกเยอะ ทั้งยังเป็นสิ่งสาวรับใช้ของเจ้าไม่มีทางทำได้แน่นอน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าของเจียงซื่อก็ร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก โพล่งออกมาว่า “ไร้ยางอาย!”
เขาเคยพูดทำนองนี้ แต่เป็นบนเตียงที่อยู่ในห้อง…อวี้จิ่นทำหน้าใสซื่อ “ทำไมถึงไร้ยางอายล่ะ ถึงอย่างไรข้าก็นับว่าเป็นทั้งบุ๋นและบู๊ ไม่ว่าอย่างไรก็ดีกว่าสาวรับใช้คนหนึ่งกระมัง”
ทันใดนั้นก็พบว่าแก้มของหญิงสาวแดงปลั่งราวกับแสงตะวัน อวี้จิ่นกะพริบตาปริบๆ “เฮ้อ เจ้าคิดไปถึง
ไหนต่อไหนแล้ว”
เจียงซื่ออาย ถลึงตาใส่อวี้จิ่นแล้วกระแทกเท้าเดินจากไป
อวี้จิ่นรีบตามไป ยื่นมือไปจับมือหญิงสาว แต่บรรยากาศตอนนี้เป็นไปอย่างพอดี เขากลัวว่าจะความบุ่มบ่ามทำลายทุกอย่าง จำใจต้องอดทนอดกลั้นเอาไว้ อาศัยความมืดยามราตรีแอบยิ้มกริ่ม
ดูเหมือนว่าอาซื่อจ