เหล่าผู้อาวุโสของทั้งสองสำนักต่างทยอยเดินเข้าไปรับกำไลฝึกตน
จางอวิ๋นเองก็เดินปะปนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยท่าทีสบายๆ
“เจ้าก็คือ ‘ผู้อาวุโสตัวตลก’ ผู้โด่งดังของสำนักหลิงเซียนคนนั้นสินะ?”
พลันสุรเสียงเย้ยหยันก็ดังแทรกขึ้นที่ข้างหู
เมื่อหันไปมอง ก็พบชายหนุ่มในชุดคลุมสีฟ้าขลิบทองจากสำนักหนานซาน เขากำลังกวาดสายตามองจางอวิ๋นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับกำลังพิจารณาตัวประหลาดที่น่าสมเพช
“จุ๊ๆ… สำนักหลิงเซียนนี่อยู่กันง่ายดายเสียจริง ขนาดระดับสร้างรากฐานยังได้รับตำแหน่งเป็นถึงผู้อาวุโส!”
จางอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย
เสียงของผู้อาวุโสหนุ่มผู้นี้จงใจดัดให้ดังกังวาน ทำให้ผู้คนโดยรอบต่างได้ยินกันอย่างชัดเจน และพากันหันขวับมามองเป็นตาเดียว
“ผู้อาวุโสตัวตลก? หมายถึงคนที่ฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรก จนระดับพลังร่วงกราวรูดคนนั้นน่ะหรือ?”
“เป็นเขานี่เอง! เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเพิ่งได้ยินสหายจากสำนักหลิงเซียนนินทาให้ฟังอยู่หยกๆ!”
“ระดับพลังตกต่ำถึงเพียงนั้น ยังกล้าแบกหน้าพาลูกศิษย์มาร่วมงานประลองแลกเปลี่ยนอีกรึ? ช่างไม่เจียมตัว!”
…
สายตานับหมื่นคู่จับจ้องมาที่จางอวิ๋น พร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังเ