แล้วยื่นให้ผู้บัญชาการอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้พระท่านต่างก็ไม่มีใครว่าอะไร
ผู้บัญชาการลูบลูกประคำไปมาอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งมันให้หลี่เจิ้ง “หลี่เจิ้ง เจ้านับดูว่าลูกประคำเส้นนี้มีกี่ลูก”
หลี่เจิ้งหน้าแดงระเรื่อ “ข้าน้อยนับเลขไม่เป็น…”
แค่ก แค่ก ท่านผู้บัญชาการที่สงบเยือกเย็นสำลักออกมาทันที
“นายท่านให้เจ้าซื่อบื้อนั่นนับดู เด็กนี่มันหัวดี”หลี่เจิ้งชี้ไปที่เด็กหนุ่มข้างกาย
ผู้บัญชาการจะพูดอะไรได้ เขาได้แต่พยักหน้ารับ
เด็กหนุ่มข้างกายท่าทางตื่นเต้นมากที่ได้รับหน้าที่สำคัญ เขารับลูกประคำมาด้วยความระมัดระวังทุกครั้งที่นับก็ตะโกนเสียงดังลั่น “ลูกที่หนึ่งสอง…หนึ่งร้อยเจ็ด”
เมื่อนับเสร็จแล้วตะโกนออกมาว่า ‘หนึ่งร้อยเจ็ด’ทั่วทั้งลานกว้างก็เงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ
“ยังมีผู้ใดที่นับเลขเป็นอีกหรือไม่ เปลี่ยนคนมานับอีกรอบ”
สักพักก็มีคนอาสาออกมาเอง สุดท้ายยังคงนับได้หนึ่งร้อยเจ็ดลูก“อาจารย์เสวียนฉือมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่”
“ลูกประคำหายไปตั้งนานแล้ว เหตุใดถึงมาโผล่ที่บริเวณบ่อน้ำได้ อาตมาไม่รู้เรื่องจริงๆ” เสวียนฉือพูดไปพลางเหลือบมองพระที่รับหน้าที่กวาดพื้น จากนั้นก็เอ่ยชี้เป็นนัย “บางทีอาจจะเป็นศิษย์ร่วมสำนักที่ใส่ร้าย? ตั้งแต่ปีนั้นอาตมาเป็นลูกศิษย์ที่ไม่เคยอยู่ในสายตาจนมาถึงตอนนี้ได้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ไม่แน่อาจจะมีพวกศิษย์พี่และศิษย์น้องอิจฉาก็ได้”
การกวาดพื้นมานานสิบกว่าปีทำให้เสวียน