ายที่ดีต่อกัน นี่เป็นสิ่งที่ท่านปะติดปะต่อได้หรือ”
“แค่นี้มันก็เพียงพอแล้ว” ผู้บัญชาการแสยะยิ้ม
“หลายปีที่ท่านออกบวช ท่านเป็นคนที่อยู่ล่างสุดทั้งงานสกปรกและงานหนักพวกศิษย์พี่ต่างก็มอบให้ท่านเป็นคนทำ ส่วนเจ้าอาวาสได้แต่มองดูอย่างเงียบๆ ซึ่งนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนเราความสนิทสนมและการมีความสามารถ ต้องมีพร้อมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นถึงจะถูกให้ความสำคัญ พอท่านสุดจะทน จึงได้เอ่ยกับเจ้าอาวาสว่าท่านสามารถทำให้วัดหลิงอู้เจริญรุ่งเรืองกลายเป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงได้…”
ในที่สุดเสวียนฉือก็สีหน้าเปลี่ยน เขาตะเบ็งเสียงออกมา “อมิตาพุทธ ไม่ว่าท่านจะตำหนิอาตมาอย่างไร อาตมารับได้ทั้งนั้น ขอท่านอย่ามาใส่ความว่าร้ายเจ้าอาวาสวัด!”
สิ้นเสียงของเสวียนฉือ พระท่านต่างหันไปมองผู้บัญชาการอย่างไม่พอใจผู้บัญชาการหัวเราะออกมาเบาๆ “อาจารย์เสวียนฉือกลัวอะไรหรือ ข้าก็แค่บอกว่าท่านบอกวิธีที่จะทำให้วัดหลิงอู้รุ่งเรืองกับเจ้าอาวาสวัดไม่ได้พูดว่าเจ้าอาวาสวัดไปทำเรื่องอะไรสักหน่อย”
“หรือว่าท่านเป็นเทพเจ้า ถึงได้หยั่งรู้ว่าเมื่อยี่สิบปีก่อนอาตมาเคยพูดสิ่งใด”
“เรื่องนี้ไม่ต้องพึ่งเทพเจ้า แค่ถามก็ได้แล้ว” ผู้บัญชาการมองออกไปทางหนึ่ง “ท่านอาจารย์เสวียนอัน ข้าพูดสิ่งใดผิดไปหรือไม่”
พระมีอายุรูปหนึ่งเดินออกมา “อมิตาพุทธ ปีนั้นเสวียนฉือพูดกับเจ้าอาวาสเช่นนี้จริงๆ อาตมากับลูกศิษย์ลูกหาอีกสองสามคนล้วนได้ยินด้วยกันทั้งหมด”