งขึ้นอย่างแผ่วเบา“ท่านแม่…”
อาหมานเอามือขึ้นปิดปากแทบจะร้องไห้ออกมานางมองไปยังเจียงซื่อที่กำลังเดินไปทางซิ่วเหนียงจื่ออย่างช้าๆ
คุณหนู ต้องทำให้น่ากลัวขนาดนี้ด้วยหรือ!
แต่ผู้ที่มีปฏิกิริยามากกว่าอาหมานก็คือซิ่วเหนียงจื่อ
นางลืมเรื่องที่จะพยายามเอื้อมมือไปคว้าปินทองแดงไปจนสิ้น จู่ๆ นางก็เงยหน้าขึ้นจ้องไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
หญิงสาวนางนั้นมีผมยาวถึงเอว เนื่องจากไม่มีแสงไฟส่อง จึงเผยให้เห็นใบหน้าขาวซีดพร่ามัวในความมืด
“ลูกแม่” ซิ่วเหนียงจื่อรีบปีนปั่ายขึ้นมาจากพื้น
น้ำเสียงของหญิงสาวดูนิ่งสงบ “ท่านแม่ อย่าได้เข้ามาใกล้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องจากไปแล้ว”
ซิ่วเหนียงจื่อเดิมทีที่จะพุ่งเข้ามาหานางจึงชะงักลง กล่าวอย่างติดๆ ขัดๆ ว่า “ได้ แม่ไม่เข้าใกล้เจ้า ลูกแม่อย่าไปจากแม่เลย…”
ผ่านไปสักพัก ซิ่วเหนียงจื่อจึงได้เหม่อมองบุตรสาวกล่าวว่า “ลูกแม่ หลายวันมานี้เจ้าไปอยู่ที่ใดมา แม่คิดถึงเจ้ามากเหลือเกิน ช่างทรมานยิ่งนัก…”
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ “ท่านแม่ ข้าแท้จริงข้าตายไปแล้ว”อาหมานที่หลบอยู่ในเรือนขวา “…”
ซิ่วเหนียงจื่อยกมือขึ้นปิดปาก ร่างกายนางสั่นสะท้านทันที
มองไปแล้วนางอยากจะโผเข้ากอดบุตรสาวที่นางโหยหามาหลายวันมากนัก แต่เมื่อนึกถึงคำบุตรสาวเมื่อครู่ นางจึงไม่กล้าขยับเขยื้อน
“ท่านแม่ ท่านจงฟังข้าให้ดี”
ซิ่วเหนียงจื่อพยักหน้าไปร้องไห้ไป
แม้เจียงซื่อแทบทนดูไม่ได้ แต่นางรู้ว่าฉากนี้จำ