รีบนำมามอบให้เจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเซียวซื่อเอ่ยถึงหลานชายคนโต เฝิงเหล่าฮูหยินก็ดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย ทำทีบุ้ยใบ้ให้อาฝูรับกล่องนั้นมาแล้วเอ่ยแผ่วเบาขึ้นว่า“ไฉนจึงไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เหตุใดจึงมัวเสียเวลาพิรี้พิไรทำเรื่องเช่นนี้”
เซียวซื่อรีบเอ่ยตอบ “การกตัญูต่อเหล่าฮูหยินเป็นบัญชาจากสวรรค์ มิอาจเรียกว่าเป็นการเสียเวลาได้หรอกเจ้าค่ะ”
เฝิงเหล่าฮูหยินปิดตาลงช้าๆ พลางลูบกล่องไม้สีชาดขนาดเท่าฝั่ามืออย่างทะนุถนอม
จริงอยู่ที่นางจะยังรู้สึกไม่สบอารมณ์ แต่ไม่ว่าจะรู้สึกขัดหูขัดตาสะใภ้รองมากเพียงใดก็ไม่อาจยกให้สะใภ้สามเป็นผู้ดูแลจัดการสิ่งต่างๆ ในบ้านได้
อย่างไรแล้วสุดท้ายก็ต้องไว้หน้าสะใภ้รองไว้บ้าง
เฝิงเหล่าฮูหยินลืมตาขึ้นพลางเอ่ยเสียงเบาว่า“พวกเจ้ากตัญู ข้ารู้ดี”
เซียวซื่อพลันโล่งใจ รอยยิ้มปรากฏชัดขึ้นบนใบหน้า นางกล่าวเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “วันนี้เชี่ยนเอ๋อร์ส่งจดหมายมาให้เหล่าฮูหยินเจ้าค่ะ…”
พูดพลางนำจดหมายออกมา
ใบหน้าเฝิงเหล่าฮูหยินถอดสีทันควัน “ไม่ใช่ประเดี๋ยวก็หนีกลับมาบ้าน ประเดี๋ยวก็ส่งจดหมายกลับมา นางทนอยู่ที่จวนโหวต่อไปไม่ไหวแล้วงั้นหรือ”
เซียวซื่อฟังพลางใช้มือลูบบริเวณหางตาเอ่ยว่า“เหล่าฮูหยิน เชี่ยนเอ๋อร์ทนอยู่ที่จวนโหวต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ แม้ว่าตบแต่งออกไป แต่ตลอดสองปีที่ผ่านมาในท้องของนางกลับไม่มีสัญญาณใดๆ ทว่านางยังทนอดอยู่ได้ก็ด้วยความรักและเมตตาจากท่าน แต่เดี๋ย