สิ้นประโยคนั้น เมื่อเห็นว่าเจียงซื่อชะงักไป เซี่ยชิงเหยาก็หน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
แย่แล้ว เอาบิดาตัวเองมาขายเสียแล้ว
แม้ว่ามารดาจะไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่สองสามวันมานี้กลับมีท่าทีทุกข์ใจปรากฏให้เห็น เซี่ยชิงเหยาเองก็ไม่ใช่คนที่จะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง คงใคร่ครวญหาเหตุผลอยู่เงียบๆ มาสักพักแล้ว
คิดไปคิดมาแล้ว เรื่องที่ท่านพ่อมีบ้านเล็กบ้านน้อยก็มีความเป็นไปได้มากพอตัว
ไม่สิ ท่านพ่อต้องมีบ้านเล็กบ้านน้อยเป็นแน่!
เซี่ยชิงเหยายืนขึ้นพลางกล่าว “อาซื่อ ในเมื่อเราต่างเห็นพ้องต้องกันเช่นนี้ ข้าจะไปเตือนท่านแม่…”
“ช้าก่อน ข้าเห็นพ้องด้วยเสียตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”เจียงซื่อฉงนเล็กน้อย
“เจ้าไม่ได้เพิ่งบอกว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับท่านพ่อหรอกหรือ”
เจียงซื่อที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกรีบดึงให้เซี่ยชิงเหยานั่งลงเสียก่อน “ทำไมเจ้าถึงเพียงได้ยินเสียงลมก็ทึกทักว่าฝนจะตกกันนะ ที่ข้าหมายถึงคือเป็นไปได้ว่าท่านลุงอาจจะร่างกายไม่สู้ดีนัก ท่านปั้าจึงกลุ้มใจเรื่องสุขภาพของท่านลุงก็เป็นได้”
เรื่องที่หย่งชังปัวเข้าไปนอนอยู่ในเล้าหมูกลายเป็นเรื่องเล่าขบขันหลังมื้ออาหารของชาวเมืองอยู่นาน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายปีก็ยังมีคนยกขึ้นมาพูด ความจริงก็มิใช่เรื่องแปลกอะไร
จวนหย่งชังปัวเชิญหมอชื่อดังหลายคนให้มาหาสาเหตุของพฤติกรรมแปลกประหลาดนี้ หย่งชังปัวปั่วยด้วยอาการลุ่มหลง หรือจะเรียกว่าเป็นโรคนอนละเมอก