ขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูชุยอี้สองสามคำ
ดวงตาของชุยอี้เบิกกว้างขึ้นทันที แต่แทนที่เขาจะมองไปที่สุนัขตัวใหญ่ เขากลับมองไปที่อวี้ชีมีเพียงคนเดียวเท่านั้นในโลกนี้ที่สามารถยกสุนัขของตัวเองขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นห้าได้ และคนๆนั้นก็ได้มาปรากฏตัวต่อหน้าเขาแล้วในเวลานี้
แม้ว่าเขาจะกร่างไปทั่วและชอบใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงผู้อื่นเป็นประจำ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่ตามข่าวเลย สิ่งใดที่สำคัญที่สุด? แน่นอนว่าต้องเป็นข่าวที่รวดเร็วและแม่นยำ!
ชุยอี้มุมปากกระตุก เขาหันไปยิ้มฝืดเฝือนให้กับสุนัขตัวใหญ่และพูดว่า “คือว่า…ที่ล่วงเกินไปวันนี้ข้าต้องขออภัย”
“ชุยอี้ เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ” หยางเซิ่งไฉกรามค้าง อุทานออกไปด้วยความตกใจชุยอี้เช็ดคราบเลือดที่แห้งติดหน้าผากของเขาออก ลากหยางเซิ่งไฉให้เดินออกไปด้วยกัน“พวกเจ้าไปทำงานกันต่อเถอะ แยกย้ายได้ ส่วนไอ้เจ้าปัญญาอ่อนนี่เดี๋ยวข้าพาออกไปเอง”
“เจ้า…วอนถูกต่อยแล้วใช่หรือไม่”
……
คล้อยหลังคนทั้งคู่จากไป กลุ่มอันธพาลก็ถูกลากออกไปทีละคนๆ เหลือทิ้งไว้เพียงทหารเกษียณวัยกลางคนสองคนที่อยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตาให้ไหล
ติดตามเจ้านายปัญญาอ่อนเช่นนี้ เป็นคราวซวยของพวกเขาจริงๆ!
“ท่าน…” หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยอ้าปาก
อวี้ชีส่ายศีรษะเล็กน้อย และตบไปที่หัวของสุนัขตัวใหญ่ “เอ้อร์หนิว ไปกันเถอะ”
“คุณหนู เอ้อร์หนิวปลอดภัยแล้วเจ้าค่ะ มันไม่เป็นไรแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันไปจนหมดแล้ว”อาหมานลูบหน