“ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องกังวลไป ไยเซียนกูจึงรีบตีตนไปก่อนไข้ แต่จบเรื่องเร็วสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ข้าคิดว่าสองคนนั้นคงจะตื่นขึ้นมาในเร็วๆ นี้”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร…” แววตาที่หลิวเซียนกูใช้มองเจียงซื่อยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดนัก
เมื่อคนคนหนึ่งเข้าใจการเคลื่อนไหวและการกระทำของอีกคนอย่างดีชนิดทุกฝีก้าว แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นเพียงเด็กสาวอ่อนแอ แต่ในสายตาของผู้ที่ถูกจับจ้อง มันน่ากลัวประหนึ่งสัตว์ประหลาดที่มีเขี้ยวและกรงเล็บแหลมคมก็มิปาน
ซึ่งภาพลักษณ์ของเจียงซื่อในขณะนี้ ในสายตาของหลิวเซียนกูดูเหมือนสิ่งนั้นยิ่ง
“มาเถอะ พวกเรามาคุยเรื่องการค้ากันต่อดีกว่า”หญิงสาวยิ้มพราย
“ข้าไม่รู้เรื่องการค้า!” นางแค่อยากจะโบยบินให้ไกลๆ ใครก็อย่าได้คิดจะขวาง!
เจียงซื่อหลุดขำพรืด หัวเราะและพูดออกไปว่า“เซียนกู ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าพิธีกรรมนั่นของท่านนั้นไม่ธรรมดาเลย อันที่จริงก็มีประโยชน์ต่อท่านอย่างน้อยถึงสองข้อด้วยกัน”
“มีประโยชน์ต่อข้าอย่างไร”
เจียงซื่อยื่นนิ้วออกมา
ทันทีที่หลิวเซียนกูเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ นี้นางก็ตัวสั่นไปโดยไม่รู้ตัว
นี่ไม่ใช่ว่าจะทำสัญลักษณ์เลข ‘หก’ อีกนะ
นอกจากการขุดสุสานและปล่อยข่าวลือ แล้วช่วยขู่อย่างอื่นแทนได้หรือไม่
คราวนี้เจียงซื่อเปลี่ยนเป็นเหยียดสองนิ้วออกไปนางกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ประการแรกเซียนกูได้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนทั้งเมืองหลวงแล้ว ดังนั้นปัญหาเรื่องความปลอดภัย