ือวิสาสะเปลี่ยนถ้วยชาให้กับเฝิงเหล่าฮูหยิน และกลับไปนั่งคุกเข่าอีกครั้ง
เฝิงเหล่าฮูหยินใช้ริมฝีปากแตะถ้วยชาเบาๆถึงแม้ว่ากำลังโกรธอยู่ แต่ก็รู้สึกพอใจอาฝูอยู่ไม่น้อย
“ไม่มีผู้ใดรับผิดใช่หรือไม่” เฝิงเหล่าฮูหยินจิบน้ำชาเข้าไปอีกอึก น้ำเสียงฟังดูไม่ออกว่าอารมณ์ไหน
แต่เฝิงเหล่าฮูหยินก็เป็นเช่นนี้อยู่เสมอ ทำเอาบรรดาบ่าวรับใช้ที่คุกเข่าอยู่ใจหายใจคว่ำ
ในที่สุดอาสี่ก็ทนแรงกดดันไม่ไหว กล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกัก “เป็นบ่าว… เป็นบ่าวเองที่พูดมากเจ้าค่ะ”
พอเห็นว่าเป็นบ่าวรับใช้คนสนิทของตนเองแล้วเฝิงเหล่าฮูหยินเอาแต่เม้มริมฝีปากแน่น สายตาพลางจ้องไปทางอาสี่โดยไม่กล่าวคำใดผ่านไปชั่วอึดใจ อาสี่เริ่มลนลาน “หลังจากที่คุณหนูรองกลับไป บ่าวรับใช้จากเรือนหย่าซินก็มาคุยกับบ่าว บ่าวเห็นว่าเอ้อร์ไท่ไท่รักคุณหนูรองมาก สองแม่ลูกผูกพันบ่าวเองก็ทนไม่ไหว จึงพลั้งปากพูดออกไป เหล่าฮูหยิน บ่าวสำนักผิดแล้วเจ้าค่ะ หากบ่าวรู้ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ตีให้ตายบ่าวก็ไม่พูด…”
อาสี่พูดพลางโขกศีรษะจนหน้าผากแดง “บ่าวสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ เหล่าฮูหยินได้โปรดละเว้นบ่าวด้วย บ่าวไม่กล้าทำอีกแล้วเจ้าค่ะ…”
“พอได้แล้ว”
พอเหล่าฮูหยินเปล่งเสียง อาสี่กลับตกใจยิ่ง“หลังจากนี้ไป เจ้าจงไปทำงานอยู่ที่ห้องเย็บปักเสีย” หลังเห็นคราบเลือดที่หน้าผากของอาสี่เหล่าฮูหยินก็ใจอ่อน ทิ้งความคิดที่จะส่งนางออกนอกจวนไป
“ขอบ…ขอบพระคุณเหล่าฮูหยินเจ้าค่ะ…” อ