ลบ้านเรือนนี้คล่องเสียก่อนค่อยว่ากัน”
เรียนรู้เรื่องห้องเย็บปักถักร้อย ไหนจะเรื่องชื้อหยูกหยาอาหาร แล้วไหนจะเรื่องต้อนรับแขกเหรื่อที่ไปมาหาสู่กันอีก พอนางคิดได้ถึงตรงนี้แล้วเดาว่ากว่าเจียงซื่อจะได้เรียนรู้จบสิ้นระยะเวลาก็ล่วงเลยเข้าไปปีสองปี
หากปีสองปีถัดมานางจะต้องออกเรือน แน่นอนว่าจะไม่ละโมบโลภเอาสินเดิมของสะใภ้ไปสักแดงเดียว
เจียงซื่อได้ยินเฝิงเหล่าฮูหยินกล่าวดังนั้นก็หน้าทนเถียงสู้ “แต่หลานอยากจะได้สินเดิมของมารดาคืนมานี่เจ้าคะ”
เฝิงเหล่าฮูหยินหน้านิ่ง “ซื่อเอ๋อร์ ย่าพูดชัดเจนแล้วนะ หรือเจ้าฟังไม่เข้าหูเลยหรืออย่างไร เจ้าคิดว่าย่าจะละโมบเอาสินเดิมของมารดาเจ้าไว้อย่างนั้นหรือ”
“หลานไม่ได้คิดอย่างนั้นแน่นอนเจ้าค่ะ”
เฝิงเหล่าฮูหยินผ่อนคลายลง “เช่นนั้นเจ้าก็ทำตามที่ย่าบอก ย่าไม่ทำให้เจ้าลำบากแน่นอน”
“แต่หลานอยากได้เงินนี่สิเจ้าคะ”
“เครื่องประทินผิว เสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนไม่เคยขาดไหนเลยจะมีเงินรายเดือนของเจ้าอีก ยังไม่พออีกหรือ”
“ก็หลานอยากทำห้องครัวแยกของตัวเองอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
“เหลวไหล” พอได้ยินคำนี้เฝิงเหล่าฮูหยินก็โกรธขึ้นมาทันที เจ้าเด็กนี่นั่งเถียงกับนางมาครึ่งค่อนวันเพราะเรื่องปากท้องตัวเองหรอกหรือ
เฝิงมาหม่าที่ยืนอยู่ข้างเฝิงเหล่าฮูหยินก็แอบเม้มปากอยู่เงียบๆ
ทั้งจวนปัวมีแค่เรือนฉือซินเท่านั้นที่มีห้องครัวแยก ขนาดเอ้อร์ไท่ไท่ยังไม่ได้รับสิทธิ์นี้เลยด้วยซ้ำคุณหนูสี่เอะอะอยากได้สงส