เห็นดังนั้น ฮั่วหัวฉวีจึงเผยยิ้มกว้างและเดินเข้ามาหา “บอกความจริงให้อย่างหนึ่ง หานชิงอวี่ ไอ้เด็กนั้น อีกไม่กี่วันก็จะชื่อเสียงป่นปี้! โรงงานยาของบ้านมันก็จะต้องล้มละลาย! เธออยู่กับมันก็มีแต่จะอดตาย!”
“หึ นายคิดว่าตระกูลหานเป็นแค่พวกอันธพาลชั้นต่ำอย่างพวกนายงั้นเหรอ?”
“แค่ตระกูลหานขยับนิ้วทีเดียว พวกนายก็แหลกเป็นผุยผงไปเป็นร้อยรอบแล้ว!”
ไป๋ปิงได้ยินคำพูดของฮั่วหัวฉวีแล้วก็แค่นหัวเราะเยาะ
คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เธอในฐานะว่าที่ลูกสะใภ้ที่พ่อแม่ของหานชิงอวี่เป็นคนเลือกเองกับมือ เธอรู้เรื่องนี้ดี
การที่จะโค่นล้มตระกูลหานนั้น เป็นแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ
“หึ งั้นเรามารอดูกัน! ถึงตอนนั้นฉันจะรอดูเธอมาร้องห่มขอให้ฉันเลี้ยงดู!”
ฮั่วหัวฉวีเห็นไป๋ปิงไม่เล่นด้วยก็แค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะทรุดตัวนั่งลง ดวงตาเจ้าเล่ห์จ้องมองไป๋ปิงไม่วางตา
ในเวลานี้
จางอวี้หัวกำลังเดินตามหลังลูกน้องคนสนิทไป
ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงที่หน้าประตู
“บ้าเอ๊ย ใครวะ กล้ามาหาเรื่องในพื้นที่ของฉัน! ออกมา!”
จางอวี้หัวสบถไม่หยุด เดินตามลูกน้องไปจนถึงทางเข้า
ทันทีที่เห็นหัวเฉียวอยู่ตรงหน้า ขาสองข้างก็อ่อนยวบแทบจะคุกเข่าลง
“หัว…หัว…คุณชายหัว…”
จางอวี้หัวผู้ซึ่งเดิมทีดูน่าเกรงขาม เมื่อได้เห็นหัวเฉียว เขาก็รู้สึกเหมือนลิ้นพันกัน
“ที่แท้ก็ร้านของนายนี่เอง!”
หัวเฉียวถึงบางอ้อทันทีที่เห็นว่าเป็นจางอวี้หัว
เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้จักกันมาก่อน