“จริง ๆ แล้วมันไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องเงินใต้โต๊ะเท่านั้นเอง เขาใช้ความสัมพันธ์ของตัวเองกับอาจารย์ เป็นสะพานช่วยขายยาราคาถูกของผมให้โรงพยาบาล”
“แน่นอน เขาจะเอามันไปขายให้กับคนไข้ในราคาสูงเกินจริง อันนี้ไม่ต้องพูดมาก โรงพยาบาลพวกคุณใหญ่โตขนาดนี้ เรื่องเงินใต้โต๊ะน่าจะเห็นกันจนชินตาแล้วมั้ง”
จินจื่อเฟิงยักไหล่ อธิบายสั้น ๆ แล้วหันไปมองหลินหม่านซาง “ศิษย์เอกคุณนี่ ทำธุรกิจเก่งกว่าคุณเสียอีกนะ”
“จินจื่อเฟิง! คุณพูดเหลวไหล! ผมไปร่วมมือกับคุณตอนไหน!”
ยังไม่ทันที่จินจื่อเฟิงจะพูดจบ เจี๋ยเป่าก็รีบเถียงกลับทันควัน
แต่เหงื่อที่ผุดเต็มหน้าผากของเขานั้น ชัดเจนว่ากำลังใจเสียอยู่ไม่น้อย
“เจี๋ยเป่า ร่วมงานกับคนโง่เง่าอย่างนายเนี่ยนะ มันช่างลดระดับสติปัญญาฉันจริง ๆ! พวกเราทำธุรกรรมกันตั้งหลายครั้ง เอกสารเป็นตั้งกระสอบ ทุกแผ่นมีลายเซ็นและลายนิ้วมือนายแปะอยู่ทั้งนั้น ถ้ายังกล้าปฏิเสธอีก งั้นฉันขอดูประวัติการโอนเงินหน่อยก็แล้วกัน!”
จินจื่อเฟิงเผยยิ้มมุมปาก หันไปมองเจี๋ยเป่าที่ตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้วพูดว่า “หมอเจี๋ย เชิญแสดงละครของนายต่อเลย”
“เจี๋ยเป่า! มันเรื่องอะไรกันแน่!”
หลินหม่านซางฟังการโต้เถียงของทั้งสองคนด้วยสีหน้าที่ดูไม่สู้ดีนัก
เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ลูกศิษย์ที่ปกติดูเหมือนจะเชื่อฟังเขาตลอด ลับหลังเขาจะกลับกลายเป็นคนแบบนี้
นี่เขา…หูหนวกตาบอดมาตลอดเลยงั้นเหรอ?
ไม่จริง เด็กคนนี้ไม่น่าจะท