เมฆาขาวลอยเอื่อยตัดผืนนภาสีครามกระจ่าง แม้แดดร้อนระอุจะไม่แผดเผาดุจเพลิงกาล ทว่ายังคงรีดเค้นหยาดเหงื่อจากร่างผู้เดินทางจนชุ่มโชก เบื้องหน้าตีนเขียวขจี ขบวนม้าศึกนับพันนายกำลังควบตะบึงไปเบื้องหน้าอย่างเป็นระเบียบดุดัน
“ล่วงเข้าเขตแดนชี่ตันแล้วขอรับ! มุ่งหน้าไปอีกราวหกเจ็ดสิบลี้จะพบชนเผ่าขนาดใหญ่ ภายในหุบเขาสร้างเป็นเมืองศิลา ซ้ำยังมีกองกำลังชี่ตันประจำการอยู่ไม่น้อย”
ขุนพลหวงเค่อเจี๋ยควบม้าฝ่าลมจากแนวหน้าเข้ามารายงานพิกัดทัพต่อจ้าวหนิง
“พวกเรายาตราทัพอย่างเอิกเกริกปานนี้ ชี่ตันจะไม่หาเรื่องรังควานหรือ”
จ้าวซวิ่นหันมองจ้าวหนิง “ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น หากพวกมันส่งกองทหารมาสักหน่วย แสร้งทำเป็นต้อนรับคุ้มกัน ทว่าแท้จริงกลับประกบติดเพื่อจับตาดูทุกฝีก้าว พวกเราย่อมสืบความใดๆ ได้ยากยิ่ง”
ความกังวลของจ้าวซวิ่นมิใช่ไร้เหตุผล ทว่าจ้าวหนิงกลับตอบเสียงเรียบ “ไม่หรอก”
“เหตุใดจึงมั่นใจเช่นนั้น” จ้าวซวิ่นเลิกคิ้วฉงน
จ้าวหนิงแค่นเสียงเย็น “กองทัพเยี่ยนเหมินออกลาดตระเวนทุ่งหญ้า เคยลดตัวยอมให้สุนัขตัวใดมาตามประกบตั้งแต่เมื่อใด หากชี่ตันกล้าเหิมเกริม ข้าย่อมมีโทสะ”
“มีโทสะแล้วอย่างไร”
“ย่อมต้องเกิดการนองเลือด”
“ชี่ตันก