จ้าวหนิงยกยิ้มบางเบา “เช่นนี้ต่างหาก... จึงจะเป็นผลลัพธ์ที่งดงามที่สุด”
เว่ยอู๋เซี่ยนลูบศีรษะแกรก ครุ่นคิดชั่วอึดใจจึงเอ่ย “เพื่อรักษาสมดุลราชสำนัก ฝ่าบาทย่อมไม่ปรารถนาให้ขั้วอำนาจขุนนางบุ๋นอ่อนแอจนเกินไป มิเช่นนั้นจะสูญเสียเขี้ยวเล็บคานอำนาจกับขุนนางบู๊… เรื่องนี้ข้ากระจ่างดี”
จ้าวหนิงพยักหน้า “ราตรีนี้พวกเราหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้มากพอแล้ว ตระกูลผังพินาศย่อยยับ ตระกูลเจิ้งกับตระกูลหลวี่ล้วนตกบ่วงกรรม วิกฤตตระกูลจ้าวไม่เพียงคลี่คลาย ทว่ายังกวาดความชอบใหญ่หลวงจากการล้างบางสายลับเป่ยหู”
“หากสวีหมิงหล่างพลิกกระดานกู้หน้ากลับมาไม่ได้สักครา สถานการณ์ย่อมเข้าขั้นวิกฤต ขุนนางบุ๋นจะหมดศรัทธา ผนวกกับการรุกฆาตของขุนนางบู๊ เกรงว่าเก้าอี้อัครเสนาบดีคงสั่นคลอนอย่างหนัก”
เว่ยอู๋เซี่ยนเหลียวมองจ้าวหนิง
ภายใต้แสงจันทร์สลัว โครงหน้าด้านข้างของสหายวัยเยาว์คมคายดุจถูกสลักเสลาด้วยขวานเทพ แฝงกลิ่นอายเฉียบขาดและลึกล้ำสุดหยั่ง ประหนึ่งมิใช่เด็กหนุ่มวัยเยาว์ ทว่าคือยอดคนทรงอำนาจผู้ชี้เป็นชี้ตายพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
เว่ยอู๋เซี่ยนเดาะลิ้น “จิ้งจอกเฒ่าสวีหมิงหล่างล้มตึงไป ย่อมเป็นผลดีต่อพวกเรามิใช่หรือ”
จ้าวหนิงส่ายหน้า “ยามนี้ยังไม่