หูต้าเฉิงนั่งอยู่ในห้องทำงานของอวิ๋นอี้ฟาน เขาไม่ได้ดื่มชาที่เลขานำมาเสิร์ฟสักคำ เขากุมมือสองมือไว้ด้วยกัน นิ้วชี้ของมือขวาถูคลึงหัวนิ้วโป้งมือซ้ายไม่หยุด เพื่อบรรเทาความลุกลี้ลุกลนของตัวเองอวิ๋นอี้ฟานนั่งอยู่ข้างเขา เข้าใจท่าทางของเขาเป็นอย่างดี เขารู้ว่าช่วงนี้บริษัทของหูต้าเฉิงประสบปัญหาบางอย่าง ไม่อย่างนั้นคงไม่ขายที่ดินตรงชานเมืองตะวันออกในราคาสองร้อยล้านหรอก ในเมื่อบอกมาแล้วว่าสองร้อยล้านโดยพื้นฐานพวกเขาคุยกันเสร็จแล้วเหลือก็แค่เซ็นสัญญา แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันหัน จู่ๆ ก็เพิ่มอีกร้อยล้าน นี่มันไร้เหตุผลไปหน่อยหรือเปล่าอวิ๋นอี้ฟานพูดว่า “คุณหูครับ จะทำธุรกิจแบบนี้ไม่ได้นะ ผมให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัทร่างสัญญาแล้ว จู่ๆ คุณก็มาบอกกับผมว่าจะเอาสามร้อยล้าน เพื่ออะไรกันแน่ครับ?”“ผมจะพูดตรงๆ แล้วกันนะครับ คุณน่าจะเคยได้ยินเรื่องของบริษัทผมมาบ้างแล้ว ผมมีเรื่องด่วนต้องใช้เงิน ถึงได้นำที่ดินตรงชานเมืองตะวันออกผืนนี้มาขายในราคาตํ่า คุณก็เคยออกไปดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้ง หรือในด้านพื้นที่ อย่าว่าแต่สองร้อยล้านเลยครับ แม้แต่ราคาสามร้อยล้านตอนนี้ก็เป็นราคาที่ตํ่ามากแล้ว ถ้าผมไม่รอใช้เงินก้อนนี้ ผมไม่เอาออกมาขายราคานี้เด็ดขาด” หูต้าเฉิงพูดอวิ๋นอี้ฟานจึงบอกว่า “ถ้าในใจคุณประเมินราคาเป็นสามร้อยล้านตั้งแต่แรก พวกเราก็คุยกันในราคาสามร้อยล้านได้ แต่ตอนแรกคุณเสนอมาสองร้อยล้าน แล้วตอนหลังมาเ