ยอดฝีมือตระกูลขุนนางบุ๋นซึ่งรั้งค่ายอยู่บนเนินเขาเดิมทีควรมีขุมกำลังราวห้าสิบคน ทว่าหลังปะทะเดือดกับทัพของซุนคังจึงเหลือรอดเพียงสี่สิบเศษ ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลสวียังเกณฑ์กำลังคนเกือบครึ่งไปหนุนสวีจือสวิน หวังสร้างกำแพงมนุษย์สกัดกั้นจ้าวหนิงที่กำลังฝ่าทะลวงขึ้นมา
ฝั่งกองกำลังของซุนคังยิ่งสูญเสียหนักหน่วง บัดนี้เหลือรอดเพียงสิบกว่าชีวิต
ยี่สิบกว่าคนล้อมปราบสิบกว่าคน ต่อให้ศัตรูจะมีอัจฉริยะอย่างซุนคังนำทัพ โอกาสกำชัยของฝั่งบุ๋นก็ยังสูงลิบ สวีจือสวินหมายมั่นจะกวาดล้างกองกำลังซุนคังให้เหี้ยนเตียนเป็นอันดับแรก ก่อนรวบรวมสรรพกำลังทั้งหมดพลิกกลับมาบดขยี้จ้าวหนิง
ทว่าเหตุการณ์กลับพลิกผัน สิ้นพริบตาที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่ค่ายกลรบ เสียงโกลาหลอื้ออึงพลันดังแว่วมาจากแนวหน้า ยอดฝีมือตระกูลบุ๋นบางกลุ่มกำลังผลักไสไล่ส่งกันเอง กระทั่งบานปลายกลายเป็นการชักอาวุธฟาดฟันพวกเดียวกัน
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเจ้าสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ” สวีจือสวินตวาดกร้าว
ยามศึกหน้าสิ่วหน้าขวานกลับเกิดไส้ศึกตีกันเอง สวีจือสวินเห็นภาพตรงหน้าแล้วแทบกระอักเลือดด้วยความคลุ้มคลั่ง
เมื่อครู่เขาเพิ่งนำทัพลงไปสกัดจ้าวหนิง หากมิใช่เพราะฟ่า