าเด็กนั่นชื่ออะไร?” ลู่หย่งเล่อถามอย่างเกรี้ยวกราด
“ได้ยินมาว่าชื่อ หลี่ลี่ ข้าว่าเจ้าเด็กนี่คงไม่กล้าขึ้นไปสำนักกลางหรอก เพราะรู้ว่าขึ้นไปก็คงไม่ได้ผลประโยชน์อะไร ข้าเดาว่าเจ้าเด็กนี่คงต้องปล่อยให้เรื่องเงียบไปสักสองปีก่อน ถึงจะกล้าขึ้นไป!” หวังเฮ่าคุยโวอย่างภาคภูมิใจ
ลู่หย่งเล่อได้ยินดังนั้นก็โกรธจนแทบคลั่ง ไม่กินข้าวต่อแล้ว สูดลมหายใจเข้าอย่างเย็นชาแล้วเดินจากไป
หลี่ลี่ได้ยินคนพูดถึงเขาอยู่เรื่อย ๆ จึงรีบกินข้าวให้เสร็จแล้วแอบหนีไป
โชคดีที่เขามารายงานตัวได้ไม่นาน คนที่รู้จักเขายังมีน้อย ในตอนนี้เขาไม่อยากมีเรื่องกับคนพวกนี้ การฝึกฝนอย่างสงบต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ
จากนั้นเขาก็เดินลงจากเขาสำนักกลาง มุ่งหน้าไปยังเขาทางเหนือ
เมื่อเดินมาถึงเชิงเขาทางเหนือ เขาก็ได้กลิ่นแปลก ๆ โชยมาแต่ไกล หลี่ลี่ขมวดคิ้ว เดินตรงไปยังปศุสัตว์ที่เชิงเขาทางเหนือ
สตรีวัยกลางคนร่างท้วมคนหนึ่ง ท่าทางหยิ่งผยอง เดินออกมาต้อนรับหลี่ลี่
นางผู้นี้โบ๊ะแป้งบนใบหน้าหนาเตอะจนดูเหมือนจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ มือของนางถือป้ายประจำตัวของหลี่ลี่ไว้ ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองหลี่ลี่ด้วยแววตาเหยียดหยาม “ข้าคือผู้ดูแลที่นี่ ชื่อ เหลิงเหมย เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ที่มารับใช้ใช่หรือไม่? บอกเอาไว้ก่อนเลยนะ มาถึงที่นี่แล้ว ทุกอย่างต้องฟังข้า อย่าคิดว่าเจ้าเป็นศิษย์สำนักกลางแล้วจะถือตัว เพราะในสายตาของข้า พวกเจ้าก็แค่มดปลวก ข้าอยากจะขยี้พ