งเกรงว่าจะอยู่กันตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ยามเขายืนอยู่หน้าประตู ตำหนักมัวใจลอยไปที่อื่นจึงไม่ทันสังเกต
“ฮองเฮา…”
“เซี่ยจวีอันเป็นแค่มารร้ายในคราบนักบุญเซียวซูตายแล้ว โจวอิ๋นจือ ก็ตายแล้ว เสิ่นเจี้ยเองก็ตายแล้ว ข้าจะทำอย่างไรได้ อยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่นจำต้องยอมอ่อนน้อม ลองคิดดูสิ พลีกายให้เยี่ยนหลินก็ใช่ว่าไม่ดี เสียหน่อย ไม่แน่นะข้าอาจยังเป็นฮองเฮาของราชวงศ์ใหม่ได้”
…
เสียงของนางไร้ซึ่งความลนลานตื่นตระหนกเช่นคืนวาน
มีเพียงความสงบนิ่งเย็นชา
ถึงขั้นฟังแล้วรู้สึกหนาวเหน็บ
มือซึ่งยังไม่ได้สัมผัสบานประตูของเซี่ยเวยยกค้างเนิ่นนาน ท้ายที่สุด ก็ค่อย ๆ หดเกร็งแล้วลดมือกลับ
ทว่าความหงุดหงิดที่สะกดข่มลงไปได้เมื่อเช้ากลับทะลักขึ้นมาใหม่
เขาหลุบตาก่อนจะช้อนมองใหม่อย่างไร้ความผิดปกติ หันกายเดิน ออกประตูตำหนักกระทั่งเงาร่างเขาพ้นประตูไปแล้ว เหล่านางกำนัล ด้านหลังจึงค่อยกล้ายืดกายขึ้นจากพื้น
ประตูตำหนักซึ่งปิดสนิทไม่เคยถูกเปิด
ในพระราชวังยังคงมีสตรีสองนางกระซิบกระซาบกัน
ประธานสมาคมโหยวผู้ทำธุรกิจมาแล้วทั่วแผ่นดินทั้งที่เป็นอิสตรี ถอนหายใจเบา ๆ เอ่ยว่า“เรื่องราวทั้งหลายล้วนมีเหตุผลของมัน ถ้าข้าเดาไม่ผิด เซี่ยเวยผู้นี้เองก็น่าสงสารนัก…”
6) มีดสั้น
ครั้นเซี่ยเวยกลับมาถึงหอซีหน่วนก็ให้คนนำผงห้าศิลาไปทิ้ง แล้วค่อยนึกถึงหมึกชาดบนนิ้วขึ้นมา จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากด้านข้างมาเช็ดออกทีละนิด
ขันทีน้อยคนหนึ่งเข้า