งเยี่ยนหลินรับทัณฑ์ ซ้ำยังเห็นเซี่ยเวยมีสภาพเช่นนี้ ก็รู้สึกได้ทันทีว่าคงอารมณ์ไม่ค่อยดี
ด้วยเหตุนี้จึงใคร่ครวญคำพูดในใจรอบหนึ่ง
เขาครุ่นคิดสักครู่จึงค่อยกล่าว “ความคิดของซื่อจื่อไม่ว่าผู้ใดก็มอง ออก แม้เจ้าเป็นพี่ชาย แต่พอวันนี้ลงโทษเขาก็ยากจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเหินห่าง”
เซี่ยเวยเก็บคันศร มองขนหางลูกเกาทัณฑ์ที่ยังคงสั่นไหวพลางเอ่ย เรียบ ๆ “หากไม่ใช่ว่าเขาแซ่เยี่ยน ข้าคงสังหารเขาเพราะเรื่องเหลวไหล ที่เกิดขึ้นวันนี้ไปแล้ว”
3) หวนคำนึง
โลหิตชะล้างครึ่งราชสำนัก ลำพังแค่นามของเซี่ยเวยก็กลายเป็น เสมือนเงามืดปกคลุมทั่วฟั้าเมืองหลวง
เกิดเรื่องราวมากมายหลายประการ ทุกวันล้วนมีคนต้องรับทุกข์
มีคนทราบเรื่องที่เยี่ยนหลินถูกลงโทษในวังเพียงน้อยนิดและไม่ได้แพร่งพราย เขาเองก็เหมือนจะรู้ตัวว่าประพฤติตนไม่เหมาะสม หลายสิบวันให้หลังจึงไม่ได้ย่างกรายเข้าตำหนักคุนหนิงเลย
เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าราชวงศ์ก่อนกลับมีคนโง่เขลานามเว่ยเหลียง ดั้นด้นพันลี้มาถึงเมืองหลวงประกาศว่าพวกเขานั้นวางแผนก่อกบฏและคุมตัวฮองเฮาไว้ เรียกร้องให้พวกเขาปล่อยนาง ให้ฮองเฮาอ่านพระราชโองการที่เสิ่นเจี้ยทิ้งไว้แล้วแต่งตั้งรัชทายาท
ทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างในราชสำนักมีใครบ้างไม่ด่าเจียงเสวี่ยหนิง เป็น ‘สตรีงามแห่งเภทภัย’
แม้อดีตทั่นฮวาผู้นี้ถูกนางขับไสส่งไปที่ว่าการมณฑล แต่ก็ยังมีใจภักดีอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งชาติสุนัขโจวอิ๋นจือผู้ดูจ