วนทราบดี
แต่ยามเขารับประทานผงห้าศิลากลับไม่มีอาการควบคุมตนเอง ไม่ได้เวลายาออกฤทธิ์เหมือนคนอื่น ๆ แม้ร่างกายจะรู้สึกร้อนรุ่มแต่ก็ยัง เยือกเย็นมีสติชัดเจน ถึงกับอ่านเอกสารราชการและคิดอ่านวางแผนได้เช่นปกติ
เวลาที่เป็นทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือตอนมีสติแจ่มใส
ฝนชาดจนแท่นฝนหมึกดุจย้อมด้วยโลหิตเขาจุ่มปลายพู่กันลงในหมึกชาด เมื่อกระทบสายตาก็เหมือนจุ่มลงในโลหิตกระนั้น ที่ร่างลงบนกระดาษล้วนเป็นชีวิตที่ถูกกดทับหนักหน่วง
ตัวอักษรที่เดิมทีเป็นระเบียบค่อย ๆ แปรเป็นโยกโย้ใต้แสงเงา
ประกายไฟพลันปะทุท่ามกลางความเงียบเหงาของพระราชวังต้องห้ามยามดึกดื่น กลิ่นหอมโชยลอยอ้อยอิ่งมาในอากาศ
เซี่ยเวยเหลือบตามองก็เห็นนางเดินเข้ามา
กระโปรงลายเทพสถิตสีเหลืองอ่อน ใบหน้างามวิไล บนเรือนผม ดำขลับประดับปินระย้าทองเดินก้าวหนึ่งก็สั่นคราหนึ่ง ในดวงตาวูบไหว แฝงความอึกอักหวาดหวั่น ยามริมฝีปากแดงเผยอออกน้อย ๆ ใต้แสงเงา จากโคมไฟกลับดูชุ่มฉ่ำและน่าเวทนา
พระสูตรกล่าวไว้ว่า ยามความคิดสับสนพัวพันยากจำแนก จิตมารจะรุกล้ำเข้ามาง่ายดาย
เซี่ยเวยมอง ‘นาง’ เงียบ ๆ
นางถือกล่องอาหารเข้ามาตรงหน้าเขา วางถ้วยน้ำแกงโสมที่เคี่ยว อย่างดีลงบนโต๊ะอักษรเบา ๆ ด้วยความระมัดระวังยิ่ง ตามด้วยใช้น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลดุจสายน้ำกล่าวอย่างหวั่นเกรง “ยามดึกอากาศหนาวเย็น เชิญราช…ราชครูเซี่ย…”
เซี่ยเวยนึก ภาพฝันนี้ช่างแปลกประหลาดจริงๆ
เขามองน้ำแกงโสมผาดหนึ่