เซี่ยเวยแค่นหัวร่อในใจ ไม่รู้เพราะเห็นว่าการที่ฮองเฮาอย่างนางมา เสนอตัวร่วมเตียงเคียงหมอนนั้นน่าดูแคลนเกินไป หรือคำว่า ‘เมตตา’ที่ ไม่ว่าอย่างไรนางก็พูดไม่ออกช่างชวนสะอิดสะเอียน จึงกระชากนางมาตรงหน้าตัวเองแล้วพูดคล้ายยิ้มไม่ยิ้ม “ไม่รู้จักเคารพตนเองปานนี้เลยหรือ ฮองเฮาโปรดสำรวมกิริยาด้วย”
นางผวา
อยากดิ้นรน
แต่ก็พยายามสุดกำลังเพื่อควบคุมความหวาดกลัวนั้น ไม่ดิ้นหนี เพียงเกร็งไปทั้งร่าง เบิกตาจ้องมองเขา
พระสูตรกล่าวว่า เมื่อมารบังเกิดไม่อาจถลำล่วง ไม่อาจยินยอม พร้อมใจ สงบสติอารมณ์ไว้ก็จะหายไปเอง
เซี่ยเวยจึงเงียบไปครู่หนึ่ง เลื่อนสายตาไปหยิบพู่กันที่เมื่อสักครู่กลิ้ง หล่นบนโต๊ะ จุ่มหมึกชาดจนชุ่ม ก่อนจับนางไว้แล้วค่อย ๆ วาดจากลำคอ ด้านขวาไปตามช่วงคอ ไหปลาร้า ลากผ่านผิวขาวเนียนเป็นประกายเฉียง ลงไปถึงหัวใจทางด้านซ้ายของนาง
ประหนึ่งรอยเลือดไหลรินเป็นสาย
ทั้งคล้ายว่ามีมีดแหลมผ่าร่าง บังเกิดเป็นความงามที่ใกล้เคียงความอำมหิต
ชาดขับไล่มาร
นางมองเขาด้วยความตื่นตระหนกระคนหวาดหวั่น
เซี่ยเวยออกจะชิงชังสีหน้าท่าทางเช่นนี้ใจเขาผุดความคิดชั่วร้าย นัยน์ตาหลุบลงอย่างเฉยเมย ริมฝีปาก ชิดใกล้ใบหูนาง ยื่นปลายลิ้นแล้วพูดเสียงแผ่วเบาทว่าฟังชัดเจน “ไสหัวไป”
ในที่สุดมารร้ายก็เหมือนจะหวาดกลัวจนเตลิด
นางคล้ายถูกหยามหยันใหญ่โต ชั่วขณะที่เขาปล่อยนางก็ถอยกรูดอย่างหมดสภาพ ลนลานหลบหนีจนกระทั่งถ้วยน้ำแกงโสมที่ถือเข้ามา