เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเขาบอกว่า ‘กลับ’ทั้งยังใช้คำว่า ‘พวกเรา’ สายตาของนางก็เจืออารมณ์เย้าแหย่ จงใจถามเขาว่า “กลับไปไหนหรือ”
เซี่ยเวยเม้มปากแน่นมองนางไม่พูดอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงทนไม่ไหวจนหัวเราะแบบไร้เสียง
ผ่านไปครู่หนึ่งปลายหูเขาก็แดงเรื่อ สีหน้ากลับยังคงราบเรียบ พ่น ออกมาสองพยางค์หน้าตาเคร่งขรึม “เรียนพิณ”
นางขำแทบล้ม
ทว่าเซี่ยเวยไร้วิธีจัดการนาง จึงถือร่มมือหนึ่งส่วนอีกมือโอบพา ออกมาจากหน้าตำหนักข้างของตำหนักคุนหนิง
เจิ้งเปั่าถือรายการสิ่งของเข้ามาหา
เขายังไม่ทันอ้าปาก เซี่ยเวยก็กวาดตามองผาดหนึ่งจนต้องกลืนคำพูดกลับ บอกเสียงเรียบ“ไม่ใช่เรื่องเป็นตายใหญ่โตค่อยว่ากันพรุ่งนี้”
เจิ้งเปั่าเงียบทันที
กระทั่งคำเดียวก็ไม่กล้าเอ่ย ได้แต่มองเซี่ยเวยพานางไปทั้งอย่างนั้น ตาปริบ ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงก้าวลงตามขั้นบันไดซึ่งถูกหิมะคลุมบาง ๆ พลาง หัวเราะ “ท่านก็ช่างเผด็จการนัก วันนี้จัดการไม่เรียบร้อย พรุ่งนี้ยังต้องให้พวกเขาจัดวางอีก ล่าช้าไปไม่ดีหรอกนะ”
เซี่ยเวยถาม “หรือเจ้ามีข้อค้าน”
เจียงเสวี่ยหนิงรีบส่ายหน้า แสร้งทำเป็นเอ่ย“ผู้น้อยหรือจะกล้า ท่านว่าอย่างไรก็อย่างนั้นเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยไม่ตอบอะไรยามทั้งสองออกจากประตูตำหนักคุนหนิงอาจเพราะวันนี้มีคนเข้า ๆ ออก ๆ ขนของ เรื่องจิปาถะต่าง ๆ ในวังจึงขาดคนดูแล ถึงกับมีแมวขน สีขาวดุจหิมะตัวหนึ่งไต่ลงมาจากกำแพงวังสีชาดอย่างไม่รีบร้อน อีกทั้ง สีกลืนไปกับหิม