คนทยอยสังเกตเห็นความนัย เสียงโวยวายก็เบาลงอย่างรวดเร็วดังคาด
เซี่ยเวยวางถ้วยชาเบา ๆ
ทันใดนั้นเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ก็ใจเต้นแรง นึกหวาดกลัวขึ้นมา
วันนี้ไม่เหมือนวันวาน
ไม่กี่ปีก่อน ใครบ้างได้พบเซี่ยจวีอันแล้วไม่เอ่ยปากชมว่า ‘เฉกปราชญ์โบราณ’ หรือ‘อ่อนโยนประดุจสายลมวสันต์’ ไม่ว่าจะนิสัยใจคอ การ อบรมสั่งสอน หรือศีลธรรมจรรยาก็ล้วนดีเยี่ยมชนิดที่หาจากคนนับหมื่น ก็ยังไม่เจอ
ทว่าปัจจุบัน…
ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายคล้ายเพิ่งได้ทำความรู้จักคนผู้นี้ใหม่ แทบ ไม่กล้าเชื่อว่าคนคนหนึ่งจะเปลี่ยนไปได้มากมายปานนี้
หากเป็นระหว่างการประชุมในกาลก่อน เซี่ยเวยมักประดับรอยยิ้ม อยู่เสมอ บางครั้งคำพูดเพียงประโยคเดียวของเขาก็มีผลเช่นสี่ตำลึงปาดพันชั่ง[1] เป็นคนกลางคอยประสาน มีเหตุมีผลเอ่ยปากแค่สองสามคำก็ คลี่คลายบรรยากาศตึงเครียดให้ทุกคนยินดีพูดคุยกันต่อได้
แม้นคิดจะชักจูงคน ก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจไปทั้งกาย
ทว่าตอนนี้ ถึงตัวเขาจะยังนั่งหารืออยู่ที่นี่เช่นเคย แต่ท่วงท่ากลับต่างจากกาลก่อนมหาศาล ไม่ว่าคนรอบข้างจะถกเถียงหรือขัดแย้งกันอย่างไรเขาล้วนคร้านจะลืมตาแลสักแวบ กระทั่งครั้งก่อนที่คว้าแท่นฝนหมึกกับ ขวดจอกมาทุบตีกันเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายเช่นเดิม เพียงถือพระสูตรเดินออกไปคล้ายไม่พอใจที่เสียงดังมากเกิน
หากร่างนโยบายการปกครองแว่นแคว้นแล้วยื่นมาต่อหน้าเขา เชิญให้อ่านผ่านตาหรือถามว่ามีความเห็นใดบ้างด้วยความพรั่นพรึง