——–
1. สี่ตำลึงปาดพันชั่ง เป็นสำนวน หมายถึงการใช้แรงน้อยเอาชนะแรงมากบทที่ 249 สำนักมหาบัณฑิต (2)อำมาตย์เหยาสีหน้าบัดเดี๋ยวแดงก่ำบัดเดี๋ยวขาวซีด เนื่องด้วยคำพูด ของเซี่ยเวยแทบจะเป็นการชี้หน้าด่าเขา บอกว่าตำราที่เจ้าตัวศึกษา เขาไม่คู่ควรจะอ่าน!
เซี่ยเวยกลับไม่รู้สึกว่าตนกล่าววาจาเกินเลยยังเอ่ยเสริมเรียบ ๆ อีก “ชีวิตคนก็เหมือนเรื่องราวในโลก ท่านยินดีคุกเข่าไม่มีใครห้าม แต่พอผู้อื่นต้องการยืนขึ้น ท่านกลับจะขวางให้ได้แล้วท่านนับเป็นตัวอะไร”
อำมาตย์เหยาโมโหจนหน้าตาบิดเบี้ยว
เหล่าขุนนางราชสำนักหวาดกลัวแทบตายแล้ว
ทว่าเซี่ยเวยก้มหน้าหยิบคัมภีร์เต๋าที่วางเมื่อครู่กลับขึ้นมาอ่านต่อ ทิ้ง คำพูดเฉยชาไว้ประโยคหนึ่ง “ช่วงนี้โลงศพในเมืองหลวงลดราคาอำมาตย์เหยาอายุมากแล้ว ฉวยโอกาสรีบซื้อโลงไว้ให้ตนเองก็ไม่เสียหาย”
นี่มิใช่แช่งให้ไปตายรึยังไง!
ตลอดหลายวันเซี่ยเวยใช้คำว่า ‘แล้วแต่’ ต่อทุกสิ่ง เรื่องราวใต้หล้า ล้วนไม่นำพา จนเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักเกือบหลงลืมเรื่องที่ใน ตำหนักไท่จี๋วันนั้นไปแล้วว่า คนผู้นี้เพียงเอ่ยไม่กี่คำก็กระทำการนองเลือดสะท้านขวัญปานใด
ยามนี้พอฟังเข้า ทุกคนจึงค่อยนึกได้
สีหน้าพลันขาวซีดกันหมด ไหนเลยจะยังมีคนกล้าพล่ามอีกว่า ‘ไม่ สมควรเปิดสถานศึกษาสตรี’ อะไรจำพวกนั้น กระทั่งอำมาตย์เหยาที่ก่อนนี้ยังเถียงกับเซี่ยเวยก็หลั่งเหงื่อเย็นเยียบบนหน้าผาก ไม่กล้าเอ่ยปากอีกแม้ประโยคเดียวตลอดกา