รหารือครึ่งวันต่อจากนั้น
กระทั่งเซี่ยเวยจากไปตอนเที่ยง ทุกคนถึงค่อยผ่อนคลาย
อำมาตย์เหยากลับยังไม่เข้าใจว่าตนไปล่วงเกินเซี่ยเวยตรงไหน
สุดท้ายเสนาบดีเฉินแห่งกรมขุนนางก็กระตุ้นเตือน “ท่านอำมาตย์ลืมแล้วหรือ ท่านลองนึกดูสิว่าตอนองค์หญิงใหญ่ทรงศึกษาที่ตำหนักเฟิงเฉินใครเป็นผู้สอน แล้วในบรรดาศิษย์สตรีมีใครบ้าง”
อำมาตย์เหยาเข้าใจทันที
การศึกษาเล่าเรียนที่ตำหนักเฟิงเฉินตอนนั้นผู้เป็นอาจารย์มิใช่เซี่ยเวยหรอกหรือ
เวลานั้นเขามีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ปัญญาชนถึงขั้นถูกคนเรียกขาน เป็น ‘จอมปราชญ์’และในบรรดานักเรียน…
หนึ่งในนั้นมิใช่คุณหนูรองครอบครัวเจียงปั๋อโหยว เจียงเสวี่ยหนิงผู้ยืนร้องไห้อยู่หน้าตำหนักไท่จี๋จนขุนนางบู๊บุ๋นทั้งราชสำนักได้แต่มองตาค้าง หรือไร
เขาอดนึกพรั่นพรึงภายหลังมิได้ ยินดีที่ตนไม่ได้พูดอะไรเกินเลยไป กว่านี้ต่อหน้าเซี่ยเวย
เรื่องเปิดสถานศึกษาสตรีจึงกลายเป็นประเด็นต้องห้ามในสำนัก มหาบัณฑิตไป
อย่าได้เห็นเชียวว่าเหล่าขุนนางต่างถกแขนเสื้อโต้เถียงกันเวลาหารือประเด็นหัวข้ออื่น พอเป็นเรื่องนี้ทุกคนกลับรักษาความเงียบกันไม่เว้นหน้า ปล่อยให้กฤษฎีกาเผยแพร่ต่อใต้หล้าอย่างพิศวง รอผ่านปีใหม่จะทดลอง จัดตั้งที่เมืองหลวงเป็นแห่งแรก
ส่วนเมื่อครู่นี้…
เรื่องที่เสิ่นจื่ออีมอบตำหนักคุนหนิงแก่เจียงเสวี่ยหนิง และเจียง เสวี่ยหนิงเองก็ช่างกล้าเข้ามาอยู่ สำหรับเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ในสำนักมหาบัณฑิตแล้วถือว่