้วย!”นายทหารหนุ่มผู้นั้นโพล่งถาม “ตะ ใต้เท้าจะทำอย่างไรกันดีขอรับ”
โจวอิ๋นจือพูด “กลัวอะไร”
จบคำก็คว้าดาบซิ่วชุนที่วางอยู่บนกำแพงประตูเมืองมาเหน็บข้างเอว จากนั้นหมุนตัวเดินลงไปจากกำแพงประตูเมือง ใบหน้าอันเย็นชาไม่ปรากฏร่องรอยความรู้สึกหวาดหวั่นแต่อย่างใดกล่าวทิ้งท้ายเพียงว่า “กองทัพที่เยี่ยนซื่อจื่อกับรองราชครูเซี่ยนำมาเป็นกองทัพพิทักษ์ฮ่องเต้ เป็นกองทัพ ของผู้ภักดี พวกเขารุกไล่ทัพกบฏนิกายสวรรค์มาถึงนี่ มีอันใดต้องกังวลกัน”
คนรอบข้างหันมองกันตาปริบ ๆโจวอิ๋นจือเดินลงไปด้านล่างกำแพง โบกมือพร้อมตะโกนเสียงกึกก้อง ว่า “เปิดประตูเมือง!”
ประตูเมืองทิศประจิมมีกำลังทหารอยู่เท่าไรเหล่าทหารที่เฝั้ารักษา เมืองต่างรู้ดีแก่ใจ
โลกนี้มีใครกันเล่าจะไม่กลัวตาย
หากก่อนหน้านี้มิได้รับรู้เรื่องที่กบฏนิกายสวรรค์ตีฝั่าประตูเมืองทิศทักษิณเข้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว พวกเขาอาจยังลังเลอยู่บ้างว่าจะยอมเอา ชีวิตเข้าไปเสี่ยงหรือไม่ ทว่าบัดนี้ประตูเมืองทิศทักษิณถูกตีแตกพ่าย อีกทั้ง โจวอิ๋นจือในฐานะหัวหน้าใหญ่ก็ยังมีคำสั่งเช่นนี้อีก ความลังเลเพียงน้อยนิดที่เคยมีจึงถูกทลายสิ้น…พวกเขาแค่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ
คิดได้เช่นนั้นเหล่าทหารทั้งหลายจึงร่วมแรงร่วมใจกันเปิดประตูเมือง ในที่สุด!
ฝุั่นควันฟุั้งตลบพุ่งเข้ามาจากเบื้องหน้า
สามกองทัพยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบใต้กำแพงเมือง
โจวอิ๋นจือเองก็ไม่รู้ว่าการวัดด