เอง
ส่วนวันนี้นางยังไม่ทันได้พูดได้ทำอะไร เซี่ยเวยก็เหมือนจะรู้ว่านาง กำลังคิดสิ่งใดอยู่
นางต้องการคนคุยจริงเสียด้วย
เพียงแต่เมื่อรู้แล้วว่าเขาทราบทุกอย่างโดยที่นางไม่ต้องเอ่ยคำ ก็เหมือนไม่มีความจำเป็นต้องเล่าอีก
เจียงเสวี่ยหนิงหย่อนตัวนั่งบนตั่งไม้ขนาดเล็กข้างเตาไฟเงียบ ๆ มองเซี่ยเวยใส่ซานเย่าหั่นเต๋าลงในโจ๊กซึ่งกำลังจะได้ที่ เขาหยิบช้อนมาค่อย ๆคน ท้ายที่สุดนางจึงพูดขึ้นว่า “ข้ายังไม่เคยฆ่าคน”
เซี่ยเวยคนโจ๊กเสร็จก็ปิดฝาหม้อ
เขานั่งลงข้างเตาไฟติดกับนาง แต่สายตากลับมองกองไฟที่ถ่านถูก เผาจนแดง บรรยากาศสงบเงียบ “ต้องมีครั้งแรกเสมอ”
เจียงเสวี่ยหนิงกอดเข่าอย่างเชื่องช้า ซบหน้าลงไป ดวงตากะพริบปริบเหมือนกำลังขบคิดอะไรอยู่ นางไม่เอ่ยคำใดอีก
เซี่ยเวยนั่งอยู่ด้านข้างเป็นเพื่อนเวลาผ่านไปพักใหญ่จนด้านนอกไร้สรรพสำเนียง เซี่ยเวยลุกขึ้นตักโจ๊กซึ่งต้มได้ที่แล้วใส่ชามยกมาให้นาง ทั้งสองคนไม่ได้ยกโต๊ะมาตั้ง แค่นั่งข้างเตาไฟกินโจ๊กอุ่น ๆ ครึ่งชามในคืนเหน็บหนาว รอจนถ่านไฟสีแดงค่อย ๆ ดับลงจึงออกจากห้องครัวไปด้วยกัน
เซี่ยเวยมาส่งนางที่ห้อง เฝั้าดูแลห่มผ้าให้ เขารู้ว่านางยังอารมณ์ไม่ ค่อยดีจึงจูบริมฝีปากแล้วเอ่ยว่า “พรุ่งนี้เช้าไม่มีเรียนพิณ เจ้าตื่นสายได้”
เจียงเสวี่ยหนิงห่อตัวในม้วนผ้าห่ม เผยเพียงใบหน้าออกมา
นางยิ้ม “ช่วงนี้ท่านเป็นสุภาพชนนัก”เซี่ยเวยเหลือบตามอง “ดึกแล้วสิ หากเจ้าอยากรีบตายนัก ข้าจะสนอง