ให้ตอนนี้เลย”
เจียงเสวี่ยหนิงคอหดทันที จากนั้นก็แอบหัวเราะคิก หลับตาลงอย่าง ว่าง่ายโดยไม่กล้ายั่วเย้าเขาอีก
เซี่ยเวยมองนางครู่หนึ่งจึงบอกลา “ข้าไปแล้วนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงลืมตาหาเขา
เซี่ยเวยวางมือบนหน้าผากนาง จุมพิตขนตางามงอนแผ่วเบาแล้วผละมา เขาเดินออกจากห้องพร้อมงับประตูปิดให้ดวงดาวและดวงจันทร์เริ่มเลือนราง
สายลมเย็นปะทะหน้า
เดิมเขาคิดจะกลับเลย แต่เมื่อมาถึงมุมเลี้ยวของระเบียงทางเดินก็ หยุดฝีเท้า สายตามองย้อนไปยังประตูห้องที่ปิดสนิทของเจียงเสวี่ยหนิง พักหนึ่งจึงค่อยกลับห้องตัวเอง
เตาฉินเพิ่งกลับมา
ส่วนเจี้ยนซูกำลังจัดโต๊ะหนังสือ
เซี่ยเวยหลุบตาเดินเข้ามา นัยน์ตาเฉยชาฉาบด้วยความมืดครึ้มยาม ราตรี เขานั่งลงข้างโต๊ะวางพิณ นิ่งเงียบอยู่นาน
เตาฉินและเจี้ยนซูอยู่ข้างกายเขามานานพอจะคาดเดาได้บ้าง
เจี้ยนซูยั้งปากไว้ ไม่เอ่ยอะไร
ทว่าเตาฉินกลับพูดโพล่งตรง ๆ “ทิ้งไว้จะเป็นภัย ต้องขุดรากถอนโคน สังหารทิ้งหลังเสร็จเรื่องจะดีกว่าขอรับ”
โจวอิ๋นจือต้องถูกกำจัดแน่นอนอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าเจียงเสวี่ยหนิง หรือเซี่ยเวยก็ไม่มีใครคิดจะไว้ชีวิตเขา
แต่เยาเหนียงนับเป็นภัยแอบแฝง
อีกทั้งนางก็กำลังตั้งครรภ์ ไม่มีใครรู้ว่าเด็กคนนี้โตมาจะเป็นเช่นไร
เซี่ยเวยหลุบตามองรอยแผลเป็นกลางฝั่ามือซ้าย พลางนึกไปถึงสายตาอ่อนโยนของเจียงเสวี่ยหนิงที่มองเขาเมื่อครู่ นึกไปถึงวันหิมะตกหนักที่วังหลวงเมื่อหลายปีก่อน เขาค่อย ๆ กำมือแน่นผ่